Sony ทำลายสถิติ คนจอง Xperia XZ ล้นจนต้องปิดจองในเวลา 45 นาทีในไต้หวัน

Sony ทำลายสถิติ คนจอง Xperia XZ ล้นจนต้องปิดจองในเวลา 45 นาทีในไต้หวัน    นาน ๆ ทีมือถือย่าง Sony จะมีปรากฏการณ์ที่ขายดีเกินคาด โดยเฉพาะในประเทศไต้หวัน เพราะล่าสุดSony Xperia XZ มือถือรุ่นล่าสุด ที่เพิ่งเปิดตัวในงาน IFA 2016มีดีกรีเหมือนกับรุ่นที่แล้วอย่าง Xperia Z5

โฆษณา Sony Xperia XZ

     กลายเป็นว่า เมื่อเปิดจองในไต้หวันถูกคนสั่งจองหมดภายในเวลา 45 นาทีเท่านั้น ซึ่งของแถมที่ Sony ไต้หวันจัดให้คือ แท่นชาร์จ พร้อมกับ USB-C Connector ขนาด 16GB และเคสอีก 2 แบบให้เลือก ถือว่าทำยอดจองได้ดีกว่ามือถือในบ้านตัวเองอย่าง HTC

แม้ยอดจองจะเยอะขนาดนี้แต่ Sony พร้อมจะส่งมอบเครื่องในไต้หวันช่วงเดือนตุลาคมนี้

สำหรับรายละเอียดของ Sony Xperia XZ นั้นมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.2 นิ้วความละเอียด 1920×1080 พร้อมกับ CPU Qualcomm Snapdragon 820 RAM 3GB ความจำในตัวมีให้เลือกทั้ง 32GB และ 64GB มาพร้อมกล้องหลังความละเอียด 23 ล้านพิกเซล ถ่ายวีดีโอแบบ 4K ได้ พร้อมกล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และตัวเครื่องสามารถกันน้ำได้ในระดับ IP68

ที่มา : GSMArena

Yahoo ถูกแฮ็กข้อมูลผู้ใช้ 500 ล้านบัญชี

Yahoo ถูกแฮ็กข้อมูลผู้ใช้ 500 ล้านบัญชี

   Yahoo ออกมายอมรับว่าบัญชีผู้ใช้ประมาณ 500 ล้านบัญชี ถูกแฮ็ก !! ซึ่งข้อมูลที่ถูกโจรกรรมในครั้งนี้ ได้แก่ อีเมล์แอดเดรส, รหัสผ่าน, วันเดือนปีเกิด โดย Yahoo แนะนำว่าให้ผู้ใช้เปลี่ยนรหัสผ่านในทันที

Yahoo ถูกแฮ็ก

   Yahoo ตั้งข้อสังเกตว่าการถูกแฮ็กข้อมูลครั้งนี้อาจมีหน่วยงานของรัฐของบางประเทศอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งการแฮ็กข้อมูลผู้ใช้ในครั้งนี้นับเป็นการแฮ็กที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ Yahoo ให้รายละเอียดว่าการแฮ็กครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2014 มีบัญชีผู้ใช้ที่ถูกแฮ็กถึง 500 ล้านบัญชี  โดยข้อมูลที่ถูกโจรกรรมส่วนใหญ่เป็นข้อมูลส่วนตัว เช่น อีเมล์แอดเดรส, รหัสผ่านที่ใช้, หมายเลขโทรศัพท์, วันเดือนปีเกิด รวมไปถึงคำถามและคำตอบสำหรับยืนยันการใช้งาน

    หลังจากเปิดข้อมูลการแฮ็กต่อสาธารณะชน Yahoo แนะนำให้ผู้ใช้เร่งเปลี่ยนรหัสผ่านในทันที รวมถึงผู้ใช้ที่ไม่ได้เปลี่ยนรหัสใหม่เลยตั้งแต่ปี 2014 ด้วย พร้อมกับแนะนำให้ผู้ใช้ตั้งรหัสผ่านแบบ two-factor authentication หรือการตั้งรหัสและยืนยันตัวตนแบบ 2 ชั้น รวมถึงไม่เปิดอีเมล์ที่ไม่น่าไว้ใจซึ่งมันอาจแฝงมากับมัลแวร์เพื่อโจรกรรมข้อมูลส่วนตัวโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว

   ทั้งนี้การแฮ็กข้อมูลผู้ใช้ของ Yahoo ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของการใช้รหัสผ่าน ซึ่งหลายครั้งมีผู้มีเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ตออกมาแนะนำผู้ใช้อินเทอร์เน็ตว่าควรกำหนดรหัสผ่านที่แตกต่างในบัญชีที่ผูกไว้บนโลกออนไลน์

ที่มา>>>Sanook

ผู้ช่วยพยาบาลสาวผันชีวิต เช่าซอกตึก-กว้างแค่1.5เมตร เปิดร้านปิ้งลูกชิ้นขาย-เลี้ยงลูก

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่บริเวณหน้าศูนย์การค้าปุทมทอง โรงพยาบาลพุทธชินราช อ.เมืองพิษณุโลก ย่านนี้เป็นแหล่งที่มีร้านค้าย่อยต่างๆ มาตั้งร้านขายของให้ประชาชนมากที่สุดย่านหนึ่ง เนื่องจากประชาชน นักเรียนนักศึกษาหนาแน่น ทั้งขายน้ำ อาหารการกิน ผลไม้ แต่มีอยู่ร้านหนึ่งที่แตกต่างจากร้านค้าอื่นๆ คือ ร้านเจี๊ยบ ลูกชิ้นซอกตึก เป็นร้านขายลูกชิ้นปิ้ง ซึ่งอยู่ในซอกตึก หน้าร้านมีความกว้างไม่เกิน 1.5 เมตร แต่มีลูกค้าขาประจำแวะเวียนมาอุดหนุนสั่งลูกชิ้นปิ้งอย่างหนาแน่นเป็นประจำทุกวัน201609221203041-20041022171637นางพรนิภา สิมมาวัน อายุ 41 ปี เจ้าของร้านเจี๊ยบลูกชิ้นซอกตึก เปิดเผยว่า เป็นชาวลำปาง แต่ใช้ชีวิตย้ายไปเรียนและทำงานหลายจังหวัด ก่อนมาขายลูกชิ้นที่พิษณุโลก ก่อนหน้าเคยทำงานที่กรุงเทพฯ เป็นผู้ช่วยพยาบาลได้รับเงินเดือนไม่มากนัก แต่ค่าครองชีพสูง ตนและสามีจึงย้ายอยู่มาที่พิษณุโลก สมัครเข้าทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลที่โรงพยาบาลรวมแพทย์และโรงพยาบาล ม.นเรศวร ส่วนสามีสมัครทำงานที่โรงพยาบาลพุทธชินราช ช่วงระหว่างปี 2547 มีลูกด้วยกัน 1 คน ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น จึงมาเช่าพื้นที่ทางขึ้นหอพักเดือนละ 500 บาท โดยเปิดเป็นร้านขายลูกชิ้นปิ้งไม้ละ 5-10 บาท เพื่อหารายได้ให้กับครอบครัวเพิ่มขึ้น ปรากฏว่ามีลูกค้าเริ่มหน้าแน่นขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน โดยในวันจันทร์-ศุกร์จะเปิดขายตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. จึงได้ลาออกจากงานประจำมาขายลูกชิ้นเพียงอย่างเดียว

201609221203044-20041022171637นางพรนิภา กล่าวว่า ตนจะเตรียมน้ำจิ้มด้วยตนเอง และลูกชิ้นไว้ตั้งแต่เช้า เดิมเคยใช้เตาถ่าน แต่ปัจจุบันมาใช้เตาแก๊ส 2 เตา เพราะช่วงเย็นถึงค่ำลูกค้าจะเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก เตาแรกจะปิ้งอุ่นๆ ลูกชิ้นไว้ก่อน และใส่ตู้กระจกไว้ เมื่อลูกค้าเลือกก็จะมีปิ้งให้อีกเตา เพื่อลูกชิ้นสุกน่ากิน ตั้งแต่เช้าตนจะปิ้งลูกชิ้นขายคนเดียว จะมีลูกค้าคอยช่วยตนปิ้งลูกชิ้นตอนมีลูกค้ามาอุดหนุนมากๆ ประจำ จนสามีเลิกงานจากโรงพยาบาลพุทธชินราชจะมาช่วยตนอีกแรง

ที่มา>>>ข่าวสด

เจอแล้ว 1 ฝีพายจมป่าสัก ญาติต้องจุดธูปขอขมาแม่ย่านางตะลึง!ศพโผล่ ร่างลอยน้ำห่างจุดเกิดเหตุ 2 กม.

กรณีเรือยาวแม่มณีสายชลที่กำลังซ้อมฝีพาย เพื่อที่จะร่วมแข่งขันในงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 ก.ย. – 4 ต.ค. ณ แม่น้ำป่าสัก บริเวณหน้าวัดไตรภูมิ ต.ในเมือง อ.เมืองเพชรบูรณ์ โดยมีฝีพายอยู่ในลำเรือ 25 คน เมื่อซ้อมเสร็จกำลังจะนำเรือเข้าฝั่ง เรือถูกกระแสน้ำซัดจนล่ม  เจ้าหน้าที่ช่วยได้ 23 คน สูญหาย 2 ราย คือนายอรรถพล  พรมแสง อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 93 หมู่ 4 ต.สะเดียง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ และนายพิทยา  ไผ่ทอง อายุ 18 ปี อยู่บ้านเลขที่ 144 หมู่ 8 ต.สะเดียง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้นความคืบหน้า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ก.ย. ทีมค้นหาผู้สูญหายเริ่มดำเนินการค้นหาอีกครั้งเป็นวันที่ 2 หลังจากเมื่อคืนได้ยกเลิกภารกิจเมื่อเวลาเที่ยงคืน โดยก่อนที่จะมีการค้นหาญาติของผู้สูญหายได้ทำพิธีขอขมาแม่ย่านางและต้นตะเคียนบริเวณหน้าวัดไตรภูมิ ซึ่งเป็นจุดที่เรือล่ม จากนั้นอาสามูลนิธิร่มโพธิ์เพชรบูรณ์ ประชุมวางแผนการค้นหา จากนั้นใช้เรือท้องแบนขนาดใหญ่ล่องไปตามแม่น้ำเพื่อสำรวจหาจุดที่จะลงดำน้ำ กระทั่งมาถึงบริเวณโค้งแม่น้ำที่ชาวบ้านเรียกว่าโค้งรุ่งโรจน์ ก็พบศพฝีพายลอยขึ้นมาติดอยู่กับต้นมะเดื่อ ห่างจากจุดเรือล่มหน้าวัดไตรภูมิประมาณ 2 กิโลเมตร ลักษณะลอยคว่ำหน้าไม่สวมเสื้อ ใส่กางเกงยีนขายาวเพียงตัวเดียว จึงนำศพขึ้นเรือมาขึ้นฝั่งหลังวัดประตูดาว โดยมี พล.ต.ต.สัณห์ โพธิ์รักษา ผบก.ภ.จว.เพชรบูรณ์ อำนวยการในการค้นหา%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%adจากการชันสูตรพบว่า ผู้ตายคือนายพิทยา ไข่ทอง หรือตั้มอายุ 17 ปี อยู่บ้านเลขที่ 144 หมู่ 8 ต.สะเดียง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ โดยญาติยืนยันว่าเป็นนายตั้ม เพราะบริเวณขาขวามีร่องรอยการผ่าตัดและดามเหล็กไว้ เนื่องจากนายตั้มได้ประสบอุบัติเหตุขาหักเมื่อหลายเดือนก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่นำศพมอบให้ญาติไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

สำหรับการค้นหาผู้สูญหายอีก 1 ราย เจ้าหน้าที่นำเรือท้องแบนออกไปค้นหาบริเวณที่พบศพอย่างละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากคาดว่าน่าจะอยู่ใกล้เคียงกัน

ที่มา>>>ข่าวสด

6 เคล็ดลับ ทำงานที่บ้านให้ได้ “งาน”

6 เคล็ดลับ ทำงานที่บ้านให้ได้ “งาน”ในยุคนี้คงมีใครหลายต่อหลายคนนิยมการนั่งทำงานที่บ้าน หรือปรับแต่งบ้านให้กลายเป็นที่ทำงาน สำหรับบ้านที่กลายเป็นโฮมออฟฟิศที่มีคนทำงานร่วมกันจำนวนมากๆ ก็คงไม่เท่าไหร่ แต่สำหรับฟรีแลนซ์หรือใครก็ตามที่ต้องนั่งทำงานคนเดียว กฎระเบียบ ความขยัน และความรับผิดชอบถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากคุณจะไม่มีคนคอยเตือนให้ทำงานด้วยแล้ว ยังไม่มีคนคอยแชร์ความคิดเห็น ไม่มีคนให้คอยคุยด้วย (ถ้าหากเลี้ยงสุนัขไว้ก็อาจมีเพื่อนแก้เหงาได้บ้าง)

อย่างไรก็ตาม Jacqueline Whitmore ผู้เชี่ยวชาญด้านมารยาท และยังเป็นผู้ก่อตั้ง Protocol School of Palm Beach ในรัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา ได้แนะนำแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้การทำงานที่บ้านได้ผลที่ดีที่สุด มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1. ตั้งเวลาให้เหมือนกับการทำงานปกติ กลุ่มคนที่ทำงานในบ้านมักพบว่าพวกเขาทำงานมากกว่าคนที่ทำงานในออฟฟิศ บางคนทำงานในตอนกลางวันได้ไม่กี่ชั่วโมง แต่ตอนกลางคืนกลับต้องนั่งทำแบบหามรุ่งหามค่ำ เพราะช่วงกลางวันอาจมีเด็กเล็กอยู่ในบ้าน หรือปัญหาอื่นๆ ที่ทำให้การทำงานสะดุดได้เรื่อยๆ หรือลูกค้าขอเปลี่ยนกำหนดเวลาส่งงานให้เร็วขึ้น แต่จะปัญหาอะไรก็แล้วแต่ คุณต้องพยายามกำหนดเวลาทำงานให้ชัดเจนแล้วทำตามนั้น เช่น เวลางานของคุณคือ 09.00-16.00 น. ก็ทำให้เต็มที่ หลังเวลางานก็ลองปิดเสียงโทรศัพท์ แล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบคนปกติเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้ชีวิตของตัวเองดูบ้าง มันจะช่วยให้การทำงานในวันถัดๆ ไปดีขึ้น

2. วางแผนการทำงาน ในแต่ละวันคุณควรวางแผนการทำงานว่าจะทำอะไรบ้าง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละนาที และถ้าคุณรู้ว่าช่วงเช้าตัวเองมีสมาธิทำงานหรือไม่มีภาระอื่นๆ มากวนใจ ให้รีบทำงานในตอนเช้า งดเล่นเฟซบุ๊ค หรือท่องอินเทอร์เน็ตโดยไม่จำเป็น นอกจากนั้นต้องไม่ลืมลิสต์ลงไปว่าสิ่งสำคัญที่ต้องทำลำดับแรกคืออะไร และลำดับถัดๆ ไปคืออะไร

3. แต่งตัวให้พร้อม ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการแต่งตัวมีผลต่อสภาพจิตใจของคุณ ดังนั้น อย่าใส่ชุดนอนแล้วนั่งทำงานตลอดวัน หาเวลาไปอาบน้ำ แปรงฟัน ทานอาหารเช้า แล้วแต่งตัวเพื่อให้คุณรู้สึกว่าตอนนี้คุณพร้อมที่จะทำงานแล้วจริงๆ

 4. จัดแต่งห้องให้เหมาะกับการทำงาน ห้องที่คุณใช้ทำงาน อาจเป็นห้องนอนสำรอง แต่คุณต้องนั่งทำงานตรงจุดนั้นทั้งวันใช่หรือเปล่าละ ดังนั้น การนำแจกันดอกไม้มาตั้งไว้บนโต๊ะ เปิดเพลงฟัง หรือติดรูปภาพที่จะสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีได้ถือเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น เพราะมันคือการสร้างความสุขในจุดที่คุณทำงานนั่นเอง เพื่อให้การทำงานออกมามีประสิทธิภาพสูงสุด
สุดท้ายคงไม่มีใครอยากนั่งทำงานในห้องที่รกๆ หาข้าวของไม่เจอ มีแต่เศษขยะเต็มไปหมด ถูกไหม ดังนั้น ทำความสะอาด และจัดให้เป็นระเบียบด้วยก็เป็นความคิดที่ดีไม่ใช่น้อย

5. หาเวลาพักบ้าง การทำงานที่บ้านมีข้อได้เปรียบสูงสุดคือ พักได้เต็มที่ ดังนั้น อย่าลืมหาเวลาพักบ้าง เช่นตอนกลางวัน คุณอาจจะอยากมีสังคมกับเพื่อนหรือลูกค้า ถ้าตารางเวลาในวันนี้เอื้ออำนวย ก็ไปทานข้าวกับพวกเขาเถอะ เพราะต่อให้คุณกลับมาบ่าย 2 โมง ก็ไม่มีหัวหน้ามาคอยตำหนิคุณ เพียงแต่งานต้องเสร็จตามกำหนดเท่านั้น ดังนั้น ควรบริหารจัดการเวลาให้ดี อย่าให้เครียดจนเกินไป

6. ตั้งสมาธิในการทำงานให้ดี ความท้าทายขั้นสูงสุดของการทำงานที่บ้านก็คือ คุณต้องเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ เพราะการที่เราไม่มีเพื่อนร่วมงานหรือพาร์ทเนอร์ มันเป็นเรื่องง่ายมากๆ ที่เราจะเสียสมาธิให้กับเรื่องอื่นๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ทำงานบ้าน จนงานไม่คืบหน้า ดังนั้น พยายามอย่าเพิ่งให้สิ่งรบกวนต่างๆ เหล่านั้นมาแย่งชิงเวลาการทำงานของคุณไป จนกว่าจะหมดเวลางานที่เรากำหนดไว้จริงๆ

ที่มา>>>Sanook

บริหารกล้ามเนื้อง่ายๆ ด้วย “ผ้าขาวม้า”

บริหารกล้ามเนื้อง่ายๆ ด้วย “ผ้าขาวม้า”หากกำลังมองหาการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ออกกำลังกายราคาแพง ช่วยให้ประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณด้วย การใช้ผ้าแบบไทยๆ ด้วยการนำเอา “ผ้าขาวม้า” ที่คนไทยคุ้นเคยกันดีมาเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารร่างกายของเราให้แข็งแรง เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา ไม่สะดวกเรื่องสถานที่ และไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น ผู้สูงอายุ ก็สามารถทำตามได้ง่ายๆ ดังนี้
ท่าบริหารกล้ามเนื้อส่วนหัวไหล่

ท่าที่ 1 เริ่มจากยืนตัวตรงแยกขากว้างเท่าช่วงหัวไหล่ มือทั้งสองข้างกำผ้าขาวม้าให้ตึงกว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อยแล้ววางไว้ที่หน้าขา จากนั้นยกแขนขึ้นไปด้านหน้าในระดับหัวไหล่ แล้วลดแขนลงวางที่หน้าขาเช่นเดิม พยายามดึงผ้าให้ตึงตลอดเวลา ทำ 1-2 เซ็ท เซ็ทละ 10-12 ครั้ง

ท่าที่ 2 ยืนตัวตรงแยกขากว้างเท่าช่วงหัวไหล่ มือทั้งสองข้างกำผ้าขาวม้าให้ตึงกว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อย แล้ววางไว้ที่หน้าขา จากนั้นดึงแขนขึ้นในระดับอก หงายมือดันผ้าขาวม้าขึ้นเหนือศีรษะสุดแขน แล้วลดแขนลงระดับอกวางผ้าลงที่หน้าขาเช่นเดิม พยายามดึงผ้าให้ตึงและเหยียดขาตรงเสมอ ทำ 1-2 เซ็ท เซ็ทละ 10-12 ครั้ง

ท่าบริหารกล้ามเนื้อส่วนขา สะโพก ลำตัวด้านข้าง หัวไหล่ หลัง

ท่าบริหาร ยืนตัวตรงแยกขากว้างเท่าช่วงหัวไหล่ ใช้มือทั้งสองข้างกำผ้าขาวม้ากว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อย แล้วยกแขนเหยียดจนสุด จากนั้นก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า ย่อขาลงบิดตัวหันไปทางขวาแล้วกลับมายืนท่าเดิม ทำสลับทั้งขาซ้ายและขาขวา 1-2 เซ็ท เซ็ทละ 10-12 ครั้ง

ท่าบริหารกล้ามเนื้อส่วนต้นแขนด้านหน้า ต้นขา หน้าท้อง หลัง

ท่าบริหาร เริ่มต้นด้วยการยกเท้าหนึ่งข้างสอดวางไว้บนผ้าขาวม้า มือทั้งสองข้างกำผ้าขาวม้ากว้างประมาณหัวไหล่แล้วหงายมือ จากนั้นงอเข่ายกขึ้นพร้อมหายใจออก-ยกลงหายใจเข้าช้าๆ ขาอีกหนึ่งข้างทรงตัวยืนตรง พยายามให้ข้อศอกแนบลำตัว ทำสลับกันทั้งขาซ้าย และขวา 1-2 เซ็ท เซ็ทละ 10-12 ครั้ง

ท่าบริหารกล้ามเนื้อส่วนหน้าท้อง สะโพก
ท่าบริหาร เริ่มจากนอนหงายลงบนพื้นพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างกำผ้าขาวม้ากว้างกว่าช่วงหัวไหล่เล็กน้อย แล้วเหยียดแขนขึ้นเหนือศีรษะ งอเข่าขึ้น ยกช่วงตัวและแขนขึ้นจากพื้นแล้วสอดผ้าคล้องไว้ใต้ขา จากนั้นเหยียดแขนขึ้นเหนือศีรษะกลับนอนลงท่าเดิม ทำ 1-2 เซ็ท เซ็ทละ 10-12 ครั้ง เคล็ดลับคือ พยายามยกสะโพกขึ้นและดึงเข่าเข้าหาตัว

ที่มา>>>ข่าวสด

5 เทคนิคสำคัญในการเลือกซื้อกล้องติดรถยนต์

5 เทคนิคสำคัญในการเลือกซื้อกล้องติดรถยนต์  ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘กล้องติดรถยนต์‘ กลายเป็นอุปกรณ์ประจำรถของใครหลายคนไปแล้ว เนื่องจากมีหน้าที่เสมือน ‘กล่องดำ‘ ที่ช่วยบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบข้าง เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำหรับยืนยันฝ่ายถูกฝ่ายผิดสำหรับบริษัทประกัน หรือแม้กระทั่งใช้อ้างอิงในกระบวนการยุติธรรมที่อาจเกิดขึ้นได้

แต่ใช่ว่ากล้องติดรถยนต์ทุกรุ่นที่มีขายในตลาด จะมีประสิทธิภาพการทำงานเหมือนกันเสมอไป เพราะกล้องที่มีราคาสูงกว่า ก็จะมีคุณสมบัติและฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครอบคลุมมากกว่ากล้องราคาถูก ซึ่งเหล่านี้มีผลมากหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาจริงๆ วันนี้  จึงมาแนะนำ 5 คุณสมบัติที่จำเป็นในการเลือกซื้อกล้องติดรถยนต์

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กล้องติดรถยนต์

1.ภาพยิ่งชัดยิ่งดี

สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของกล้องติดรถยนต์ คือ ไฟล์ภาพวีดีโอที่ได้จะต้องคมชัด สามารถมองเห็นเลขทะเบียนรถคันอื่นได้อย่างชัดเจน ซึ่งมีผลในกรณีอุบัติเหตุชนแล้วหนี จะช่วยให้สามารถติดตามคู่กรณีได้สะดวกขึ้น แทนที่จะต้องอาศัยการจำป้ายทะเบียนคู่กรณีเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจเกิดความผิดพลาดได้

ทั้งนี้ แม้ว่าผู้ผลิตหลายรายจะโฆษณาว่ากล้องของตนสามารถบันทึกภาพแบบ HD หรือ Full-HD ได้ แต่บางครั้งคุณภาพเซ็นเซอร์อาจไม่ได้มาตรฐาน จึงทำให้ภาพออกมาที่ได้ไม่คมชัดเท่าที่ควร ดังนั้น จีงควรเช็คไฟล์วีดีโอที่ได้จากกล้องแต่ละรุ่นก่อนตัดสินใจซื้อ ไม่ควรหลงคำอ้างของผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว

2.เลนส์มุมกว้าง

กล้องติดรถยนต์ที่ดีควรใช้เลนส์มุมกว้าง อย่างน้อยต้องให้มองเห็นเสาตัวรถด้านหน้าทั้ง 2 ข้างในเวลาเดียวกัน (เห็นเพียงบางส่วนก็พอ) เผื่อกรณีที่ประสบอุบัติเหตุจากทางด้านข้าง จะช่วยยืนยันว่าใครผิดใครถูกได้ ถึงแม้ว่าเลนส์มุมกว้างจะทำให้ภาพที่ได้ผิดเพี้ยนจากความจริงไป แต่ปกติเราใช้กล้องติดรถยนต์เพื่อยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น จึงไม่ต้องเป็นกังวลในเรื่องนี้

3.ถ่ายกลางคืนได้ดี

การขับรถในเวลากลางคืนเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุกว่าช่วงกลางวัน ดังนั้น กล้องติดรถยนต์จะต้องบันทึกวีดีโอในที่ที่มีแสงน้อยได้ดี สามารถอ่านเลขทะเบียนรถคันอื่นได้ชัดเจนไม่แพ้ในเวลากลางวัน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กล้องติดรถยนต์4.มีระบบล็อคไฟล์อัตโนมัติ

กล้องติดรถยนต์ควรมีระบบล็อคไฟล์อัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งจะอาศัยการทำงานของ Accelerometer (หรือที่ผู้ผลิตกล้องติดรถยนต์มักเรียกว่า G Sensor) เพื่อตรวจจับแรงกระแทกที่เกิดขึ้น และจะป้องกันไฟล์วีดีโอไม่ให้ถูกลบหลังเกิดเหตุ เผื่อมีความจำเป็นต้องเปิดดูในภายหลัง

5.ใส่เมมได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี

โดยปกติกล้องติดรถยนต์จะบันทึกในระบบ Loop ซึ่งจะทยอยลบไฟล์วีดีโอที่เก่าที่สุดออกไปเรื่อยๆ เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับไฟล์ใหม่ ดังนั้น ยิ่งเมมโมรี่มากขึ้น ก็จะยิ่งช่วยรักษาไฟล์วีดีโอในเครื่องได้ยาวนานยิ่งขึ้น สามารถเรียกดูไฟล์ย้อนหลังได้มากขึ้น

ที่มา>>>Sanook

Razer อวดโฉมเทคโนโลยีคีย์บอร์ด MECHA-MEMBRANE ครั้งแรกของโลก

Razer อวดโฉมเทคโนโลยีคีย์บอร์ด MECHA-MEMBRANE ครั้งแรกของโลก     Razer Ornata รุ่นใหม่ล่าสุด ด้วยความสูงของคีย์บอร์ดในระดับที่เหมาะสม มาพร้อมกับคีย์บอร์ดแบบฟิวชั่น ระหว่าง Membrane กับ Mechanical ได้อย่างลงตัว ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างปุ่มกดสัมผัสนุ่มที่สุดและการตอบสนองที่รวดเร็ว
Razer ผู้นำด้านอุปกรณ์เชื่อมต่อและซอฟต์แวร์สำหรับเกมเมอร์ระดับโลก ประกาศเปิดตัว Razer Ornata  คีย์บอร์ดเกมส์ที่มาพร้อมกับนวัตกรรม Mecha-Membrane™ ของ RazerRazer Mecha-Membrane ออกแบบมาด้วยการผสมผสานระหว่างผิวสัมผัสแบบ Rubber Dome และคุณสมบัติแบบกลไกของคีย์บอร์ด ซึ่งทำให้ Razer Mecha-Membrane มอบสัมผัสนุ่มและตอบสนองการสัมผัสได้อย่างรวดเร็ว

โดยปกติแล้ว ผู้ใช้มักจะเลือกใช้คีย์บอร์ดแบบ Rubber Dome เพื่อความสบาย ในขณะที่ปุ่มกดแบบกลไกเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้ที่ชอบความเร็วและการตอบสนองที่แตกต่าง Razer Mecha-Membrane คือปุ่มคีย์บอร์ดที่มีความสูงอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยมีปุ่มกดแบบไฮบริดเพื่อมอบความสบายและประสบการณ์การพิมพ์อันทรงประสิทธิภาพซึ่งแตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นที่วางจำหน่ายในท้องตลาด

คุณ Min-Liang Tan ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริหารของบริษัท Razer กล่าวว่า “Razer Mecha-Membrane คือผลลัพธ์จากการวิจัยและพัฒนาเป็นเวลากว่าหลายปีที่ Razer ทุ่มเทเพื่อสร้างคีย์บอร์ดที่ดีที่สุดสำหรับเกมเมอร์ เมื่อเราหันมาผลิตสวิตช์กลไกของ Razer เอง เราตื่นเต้นมากที่ได้เรียนรู้จากการใช้งานจริง และใช้ความรู้เหล่านั้นมาพัฒนาและทำให้เทคโนโลยีมีความสมบูรณ์มากขึ้น Razer Ornata เป็นตัวอย่างที่ดีที่พิสูจน์ว่าวิศวกรของเราสามารถนำข้อเสนอแนะมาพัฒนาและสร้างสิ่งที่ยอดเยี่ยมสำหรับเกมเมอร์     ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้กลายเป็นการผสมระหว่างสองเทคโนโลยีคีย์บอร์ดที่แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเหล่าเกมเมอร์” Razer Ornata Chroma ประกอบด้วยปุ่มคีย์บอร์ดที่มาพร้อมไฟมาจากเทคโนโลยี Razer Chroma™ ซึ่งช่วยเพิ่มฟังก์ชั่นการปรับแสงซึ่งสามารถใช้งานร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้

เกมเมอร์สามารถเลือกสีได้ถึง 16.8 ล้านสีและเอฟเฟคต่างๆ ที่เปิดใช้งานผ่านซอฟต์แวร์ Razer Synapse และผู้ใช้ซอฟต์แวร์ Razer อีกกว่าล้านคนผ่าน Razer Chroma Workshop รูปแบบแสงไฟของ Razer Chroma ยังเชื่อมต่อกับเกมชื่อดังต่างๆ อาทิ Overwatch Call of Duty®: Black Ops III Blade and Soul และอื่นๆ โดยแสงไฟจะแสดงในช่วง tutorial ระหว่างเล่นเกมและช่วงอื่นๆ ด้วย

คีย์บอร์ด Razer Ornata Chroma มาพร้อมแผ่นรองข้อมือที่สามารถถอดออกได้ซึ่งยึดติดด้วยแม่เหล็กเพื่อง่ายต่อการถอดออกเวลาที่ต้องการเพิ่มพื้นที่ในการทำงานหรือการเล่นเกมเป็นอีกเวอร์ชั่นของ Razer Ornata ที่มาพร้อมกับแสงไฟโมโนโครมสีเขียวซึ่งจะวางจำหน่ายด้วยเช่นกัน คีย์บอร์ดเวอร์ชั่นนี้สามารถแสดงเอฟเฟคแสงแบบไดนามิคผ่าน Razer Synapse

ที่มา>>>Sanook

WhatsApp ออกอัพเดต รองรับการสั่งงานด้วยเสียงจาก Siri, รับสายได้เหมือนโทรศัพท์

whatsapp-logos-780x605

แอพสำหรับส่งข้อความ WhatsApp ได้ออกอัพเดตโดยรอบนี้เน้นเพิ่มฟีเจอร์ที่มาพร้อมกับ iOS 10 ที่ทำให้สามารถใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น

สำหรับฟีเจอร์ที่ WhatsApp แจ้งไว้ได้แก่

  • ส่งข้อความต่อไปยังแชทได้ทีละหลาย ๆ แชท
  • เรียก Siri ให้ส่งข้อความหรือโทรผ่าน WhatsApp ได้ (iOS 10)
  • รับสายโทรศัพท์จาก WhatsApp จากหน้าจอล็อกเหมือนการโทรเข้าปกติ (iOS 10)
  • วิดเจ็ตใหม่ในหน้าล็อก สำหรับเข้าถึงแชทล่าสุดได้อย่างรวดเร็ว หรือดูว่ามีข้อความที่ยังไม่ได้อ่านกี่ข้อความ (iOS 10)
  • แชทที่ใช้งานบ่อย ๆ จะแสดงขึ้นมาเมื่อต้องการส่งหรือแชร์ข้อความ
  • ปุ่ม quick forward สำหรับส่งภาพและวิดีโอต่อในแชทได้
  • แตะหน้าจอสองครั้งขณะกำลังถ่ายภาพหรือวิดีโอเพื่อสลับกล้องหน้าหลัง

สำหรับผู้ใช้ WhatsApp สามารถอัพเดตได้เลยทาง App Store ส่วนแอพแชทอื่น ๆ นั้นต้องรอนักพัฒนาให้พัฒนาแอพให้รองรับอีกที

whatsapp-call

ตัวอย่างการโทรเข้า WhatsApp ตอนกำลังใช้งานแอพอื่นอยู่ จะเหมือนสายโทรศัพท์เข้าตามปกติ ไม่ได้เด้งขึ้นมาเป็นการแจ้งเตือนแบบเดิม ซึ่งจะสะดวกมากถ้าอยู่ในหน้าจอล็อก เพราะไม่ต้องสไลด์การแจ้งเตือนแล้วมาเปิดแอพแล้วรับอีกที

นอกจากนี้ iPhone จะยังบันทึกสายจาก WhatsApp ไว้ในบันทึกการโทรอีกด้วย

apple_siri_whatsapp_1_inline_large_2x

ตัวอย่างการใช้งาน Siri สั่ง WhatsApp ให้ส่งข้อความ ซึ่งสามารถใช้ภาษาไทยได้ด้วยเช่นกัน โดยการใช้งานครั้งแรกจะต้องเข้าไปเปิดที่ Settings > Siri > App Support ก่อน

ที่มา>>>macthai

10 วิธีประหยัดแบตเตอรี่บน iPhone หลังอัปเดต iOS 10

10 วิธีประหยัดแบตเตอรี่บน iPhone หลังอัปเดต iOS 10สำหรับ iOS 10 ที่เปิดให้ผู้ใช้ได้อัปเดตกันตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2016 ที่ผ่านมา คงจะสังเกตกันแล้วว่า มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง และฟีเจอร์ใหม่อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แอปฯ Messages แบบใหม่, Apple Music อินเทอร์เฟสใหม่, ระบบการแจ้งเตือน Notification, เปลี่ยนแปลง Control Center เล็กน้อย พร้อมกับฟีเจอร์อีกยิบย่อย แต่มีหลาย ๆ ท่านที่อัปเดต iOS 10 กันไปแล้ว กลับรู้สึกว่า ตัวเครื่องแบตหมดเร็วขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่บางท่านกลับรู้สึกว่า ตัวเครื่องทำงานได้ปกติ ไม่สูบแบตแต่อย่างใด

สำหรับเรื่องแบตเตอรี่บน iPhone ใช้งานได้ไม่เต็มวันนั้น เป็นปัญหาที่ผู้ใช้หลายคนต่างเผชิญมาอย่างยาวนาน แต่อันที่จริงแล้ว แบตเตอรี่ iPhone จะหมดช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานเสียมากกว่า บางท่านเปิดหน้าจอใช้งาน เล่นเกมทั้งวัน อัปเดต Facebook ตลอดเวลา ไม่แปลกที่แบตเตอรี่จะหมดเร็วขึ้น ในขณะที่บางท่าน หยิบขึ้นมาใช้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ฉะนั้น จึงไม่สามารถสรุปได้ว่า iOS 10 คือตัวการที่ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วขึ้นจริงหรือไม่

ส่วนใหญ่แล้ว เทคนิคในการช่วยประหยัดแบตเตอรี่บน iPhone มักจะแนะนำให้ปิดการใช้งานทุกอย่าง อย่างเช่น ปิด 3G, ปิด Location Services จริงอยู่ที่วิธีการดังกล่าวทำให้ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้มากขึ้น แต่คงไม่ใช่คำแนะนำที่ดีเท่าไหร่ ถ้าหากต้องปิดการใช้งานทุกอย่าง เหลือเพียงแค่การโทรออกรับสายเท่านั้น ฉะนั้น บทความนี้ จะเป็นการ แนะนำวิธีการประหยัดแบตเตอรี่บน iPhone หลังจากอัปเดตเป็น iOS 10 กับการปิดใช้งานเฉพาะฟีเจอร์ที่ไม่ใช้งานเท่านั้น มาดูกันดีกว่าว่า มีอะไรกันบ้าง

 1. ตรวจสอบก่อนว่า แอปฯ ที่ใช้อยู่กินพลังงานแบตเตอรี่เท่าไหร่

ก่อนที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ มาดูกันก่อนว่า แบตเตอรี่บน iPhone นั้น เสียพลังงานกับการใช้งานประเภทใด เนื่องจากมีแอปพลิเคชันหลายประเภทที่แม้จะปิดการทำงานไปแล้ว แต่ก็มีการประมวลผลแบบเบื้องหลัง (Background Mode) ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าที่เคย ด้วยการเข้าไปเช็คก่อนที่ Settings > Battery แล้วดูในส่วนของ Battery Usage ซึ่งจากรูป จะเห็นว่า Messenger กินแบตเตอรี่มากที่สุดถึง 42% นอกจากนี้ ยังมีการบอกรายละเอียดด้วยว่า แอปพลิเคชันใดมีการทำงานแบบเบื้องหลัง (Background Activity)

อย่างไรก็ดี แอปพลิเคชันที่มีการใช้พลังงานแบตเตอรี่จำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่า แอปฯ นั้นคือสาเหตุทำให้แบตเตอรี่หมดเร็ว แต่อาจจะเป็นแอปพลิเคชันที่มีการใช้งานบ่อย หรือมีการทำงานแบบเบื้องหลัง ซึ่งสิ่งที่ควรจับตามอง ก็คือ แอปพลิเคชันที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่สูง แต่แทบจะไม่ได้เปิดใช้งาน ฉะนั้น จึงควร force quit แอปพลิเคชันเหล่านี้มากกว่า

จริงอยู่ที่การปิดแอปพลิเคชันแบบ force quit (กดปุ่ม Home 2 ครั้งแล้วปัดขึ้นเพื่อปิด) จะช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้ เนื่องจากไม่มีการประมวลผลค้างอยู่ แต่ก็ไม่ใช่วิธีการที่ดีนักสำหรับแอปพลิเคชันที่ใช้งานบ่อย เพราะการ force quit และเปิดแอปฯ ขึ้นมาใหม่ จะกินแบตเตอรี่มากขึ้นกว่าเดิม ฉะนั้น การ force quit จึงเหมาะกับแอปฯ ที่ไม่ได้ใช้งานจริง ๆ

 2. ปิด Background App Refresh

อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า แอปพลิเคชันบางอย่างจะมีการทำงานแบบเบื้องหลัง (Background Mode) นั่นหมายความว่า ตัวแอปฯ จะมีการอัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา (Background App Refresh) ทำให้เมื่อเวลาเปิดใช้งานแล้ว สามารถอ่านข้อมูลอัปเดตล่าสุดได้ทันที ซึ่งถือว่า เป็นสิ่งที่ดีถ้าหากเป็นแอปพลิเคชันที่ใช้งานอยู่เป็นประจำ แต่ถ้าหากเป็นแอปพลิเคชันที่แทบจะไม่ค่อยได้ใช้งาน แนะนำว่า ให้ปิดฟีเจอร์ Background App Refresh ดีกว่าครับ โดยสามารถตรวจสอบได้ว่า แอปฯ ไหนที่ใช้งาน Background App Refresh บ้างได้ที่ Settings > General > Background App Refresh

 3. เปิดใช้ Location Services เฉพาะตอนที่ใช้แอปฯ เท่านั้น

สำหรับฟีเจอร์ Location Services นั้น ไม่จำเป็นต้องปิดการใช้งานทั้งหมด แต่สามารถตั้งค่าให้เปิดใช้งานเฉพาะตอนที่เปิดใช้แอปฯ นั้น ๆ ได้ เนื่องจากบางแอปพลิเคชัน ไม่จำเป็นต้องเปิดใช้ Location Services ตลอดเวลา อย่างเช่น App Store โดยสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Privacy > Location Services แล้วเลือกแอปพลิเคชันที่ต้องการ จากนั้นเลือก While Using the App ซึ่งถ้าหากเป็นแอปฯ ของ Apple จะมีฟังก์ชันนี้ให้เลือก แต่ถ้าหากเป็นแอปฯ ของนักพัฒนารายอื่น จำเป็นต้องเพิ่มฟีเจอร์ดังกล่าวลงไป ฉะนั้น ไม่ใช่ทุกแอปฯ ที่จะมี While Using the App ให้เลือกครับ

ส่วนแอปฯ ที่แนะนำให้ตั้งค่าการใช้งานแบบนี้ก็คือ Facebook เนื่องจากเป็นแอปฯ ที่กินแบตพอสมควร

4. ตั้งค่าอีเมลไม่ให้รีเฟรชตลอดเวลา

ปกติแล้ว แอปฯ Mail ที่มีการรีเฟรชตลอดเวลา เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติ แต่เราสามารถตั้งค่าไม่ให้ Mail รีเฟรชตลอดเวลาได้ที่ Settings > Mail > Accounts > Fetch New Data

ซึ่งตรงส่วน Fetch จะเห็นว่า มีให้เลือก 4 แบบด้วยกัน ได้แก่ Every 15 Minutes, Every 30 Minutes, Hourly หรือ Manually สำหรับคนที่ไม่อยาก refresh บ่อย ๆ ให้เลือก Hourly หรือเลือก Manually สำหรับการ refresh เมื่อเข้าใช้งาน Mail ได้

 5. เปิดใช้โหมดประหยัดพลังงาน Low Power Mode

ในกรณีที่แบตเตอรี่เหลือน้อย แต่ยังจำเป็นต้องใช้ต่อ และไม่ได้พกสายชาร์จมา ให้เปิดใช้งาน Low Power Mode ด้วยการเข้าไปที่ Settings > Battery > Settings > Battery ซึ่งโหมดนี้ จะช่วยลดการใช้พลังงานลงชั่วคราว กับการปิดฟังก์ชันการใช้งานบางอย่าง เช่น Mail refresh, Background App Refresh > การดาวน์โหลดอัตโนมัติ และเอฟเฟกต์อื่น ๆ โดยแอปเปิล เผยว่า โหมดนี้ทำให้ยืดเวลาการใช้งานต่อไปได้อีก 3 ชั่วโมง

 6. เปิดใช้งานฟีเจอร์ Facedown Detection

สำหรับฟีเจอร์ Facedown Detection นั้น เป็นฟีเจอร์ประหยัดแบตเตอรี่ที่มีให้ใช้กันตั้งแต่ iOS 9 ซึ่งการทำงานของฟีเจอร์นี้ก็คือ เมื่อเราคว่ำหน้า iPhone กับโต๊ะ เมื่อมีสายเรียกเข้า หรือการแจ้งเตือนเข้ามา หน้าจอจะไม่ติดจนกว่าเราจะพลิก iPhone ขึ้นมาดู (แต่เสียงกับสั่นยังดังปกติ) ซึ่งช่วยประหยัดแบตเตอรี่อย่างมากในกรณีที่ผู้ใช้คนนั้น มีการแจ้งเตือนเด้งเข้ามาบ่อย ๆ เมื่อหน้าจอไม่ติด ก็ไม่เปลืองแบตเตอรี่นั่นเอง

แต่ฟีเจอร์ Facedown Detection นั้น ไม่สามารถใช้ได้กับอุปกรณ์ iOS ทุกตัว โดยรองรับบน iPhone 5S ขึ้นไปเท่านั้น ส่วน iPhone 5 ไม่รองรับฟีเจอร์ดังกล่าว เนื่องจากไม่มีชิปประมวลผลร่วมอย่าง M7, M9 หรือ M9 ทำให้ไม่สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวได้ เช่นเดียวกับ iPad ไม่รองรับคุณสมบัตินี้เช่นกัน เนื่องจากแบตเตอรี่มีขนาดใหญ่ ใช้งานเพียงพออยู่แล้ว

สำหรับคุณสมบัตินี้ สามารถเปิดใช้งานได้ที่ Settings -> Privacy -> Motion & Fitness แล้วเปิดใช้งาน Fitness Tracking

 7. ปิด Dynamic Wallpapers

ภาพวอลเปเปอร์แบบ Dynamic Wallpapers จะเป็นภาพที่มีการเคลื่อนไหวและใช้การประมวลผลของซีพียู อีกทั้งยังสิ้นเปลืองพลังงานแบตเตอรี่โดยไม่จำเป็น ฉะนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาแบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติ ควรจะใช้ภาพวอลเปเปอร์ธรรมดาจะดีกว่า โดยให้เลือกภาพแบบ Stills แทนที่จะเป็น Dynamic หรือเลือกจากภาพถ่ายบนแอปฯ Photos ก็ได้

8. ปิดใช้งาน Motion Effects และ Parallax

จริงอยู่ที่ Motion Effects และ Parallax ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ iOS 7 จะช่วยทำให้ตัวเครื่องมีลูกเล่นขึ้น แต่ก็เปลืองแบตเช่นกัน แนะนำให้ปิดฟีเจอร์ดังกล่าว ด้วยการเข้าไปตั้งค่าที่ Settings > General > Accessibility โดยตรง Reduce Motion ให้เปิดครับ (สีเขียว)

 9. ปิดอัปเดตแบบอัตโนมัติบน App Store

บน App Store สามารถตั้งค่าให้สามารอัปเดตแบบอัตโนมัติได้ กับการทำงานแบบเบื้องหลัง แต่ถ้าหากไม่จำเป็นต้องใช้ฟีเจอร์ดังกล่าว ก็สามารถปิดได้เพื่อช่วยประหยัดแบตเตอรี่ ด้วยการเข้าไปตั้งค่าที่ Settings > iTunes and App Store ซึ่งตรง Automatic Downloads ให้ปิดตรง Updates

10. ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น

ผู้ใช้ที่มีการแจ้งเตือนแสดงบนหน้าจอบ่อย ๆ จะทำให้หน้าจอติดตลอดเวลา ส่งผลให้แบตเตอรี่ลดลงอย่างรวดเร็ว ฉะนั้น การแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น ควรปิดการแจ้งเตือนดังกล่าวไป เหลือเพียงการแจ้งเตือนที่จำเป็นจริง ๆ โดยเข้าไปตั้งค่าที่ Settings > Notifications แล้วเลือกให้แจ้งเตือนเฉพาะแอปฯ ที่จำเป็นเท่านั้น

นอกเหนือจากวิธีข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหลาย ๆ วิธีที่ช่วยทำให้ประหยัดแบตเตอรี่ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปิด Bluetooth เมื่อไม่ใช้งาน หรือลดความสว่างของหน้าจอให้เหมาะสมกับการใช้งาน ส่วนผู้ใช้ท่านใดที่ลองทำตามวิธีข้างต้นแล้ว ยังรู้สึกว่า ตัวเครื่องกินแบตเหมือนเดิม แนะนำให้ Restore ใหม่ ด้วยการเข้าไปที่ Settings > General > Reset > Erase All Content And Settings และตั้งค่าแบบ New iPhone (ไม่ใช่จาก Back up) จากนั้นค่อยดึงข้อมูลที่ Back up ทั้งหมดกลับมาจาก iCloud หรือ iTunes แต่อย่าลืมว่า ถ้าหากจะเลือกวิธีดังกล่าว ต้อง Back up ข้อมูลก่อนทุกครั้งนะครับ

ที่มา>>>Sanook