จริงหรือไม่? กินเนื้อสัตว์มาก เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ?

จริงหรือไม่? กินเนื้อสัตว์มาก เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ?หากบ้านใครมีผู้เฒ่าผู้แก่ที่อาจมีโรคภัยไข้เจ็บบ้างตามประสาคนมีอายุ ทำให้จำเป็นต้องรักษาสุขภาพมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ก็อาจจะเคยเห็นว่าบางท่านจะลดการทานเนื้อสัตว์น้อยลง ทานผักมากขึ้น หรืออาจจะทานอาหารรสชาติจืดลง อาหารมันน้อยลงไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ และเราขอให้ทำต่อไป

แต่กับผู้สูงอายุบางคนที่ร่างกายแข็งแรงเป็นปกติดี อาจจะยังทานอาหารตามใจปากเหมือนเดิม หมู ไก่ กุ้ง หมึก หรือแม้แต่เนื้อวัว ยังอาจเป็นอาหารประจำที่ขาดไม่ได้ในทุกมื้อ แต่จากรายงานผลการศึกษาล่าสุดของ American Heart Association ระบุว่า ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และรับประทานโปรตีนเป็นปริมาณมาก มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับประทานโปรตีนจากสัตว์
ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน ที่มีการรับประทานโปรตีนในปริมาณมาก มีอัตราการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว มากกว่าผู้หญิงที่อยู่ในวัยเดียวกัน แต่นิยมรับประทานผักมากกว่าโปรตีน

การวิจัยในครั้งนี้ ได้มีการติดตามการรับประทานโปรตีนของผู้หญิงอายุระหว่าง 50 – 79 ปี จำนวน 103,878 คน ตั้งแต่ปี 1993 จนถึงปี 1998 โดยให้พวกเธอรายงานการรับประทานอาหารเป็นประจำทุกวัน และติดตามผล ซึ่งปรากฏว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่มีรายงานการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวของกลุ่มดังกล่าวแต่อย่างใด แต่ปรากฏว่า ในปี 2005 มีรายงานการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวถึง 1,700 ราย

นักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูล ทั้งเรื่องของอายุ การศึกษา เชื้อชาติ รวมทั้งข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น ความดันสูง เบาหวาน เส้นเลือดตีบ รวมทั้งภาวะโลหิตจางร่วมด้วย

ดร. มูฮัมหมัด บาร์เบอร์ หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า สิ่งที่ค้นพบคือการรับประทานโปรตีนในปริมาณมาก ส่งผลอย่างเด่นชัดต่อการเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวนี้ แต่ทั้งนี้ ก็ยังแนะนำให้มีการศึกษาในเรื่องนี้เพิ่มเติม และแนะนำผู้บริโภคด้วยว่า การรับประทานโปรตีนจากพืช เป็นทางเลือกที่ดี เพราะจะนำไปสู่การมีสุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่ดี

ที่มา>>>Sanook

7 ผลไม้ที่มีประโยชน์ช่วยเรื่องเซ็กซ์

7 ผลไม้ที่มีประโยชน์ช่วยเรื่องเซ็กซ์ประโยชน์ของเซ็กซ์หลายคนคงทราบมาบ้างแล้ว แต่หากวันหนึ่งเราไม่สามารถมีเซ็กซ์ได้แบบราบรื่น หรืออาจจะไม่ซู่ซ่าแบบแต่ก่อน ลองกินผลไม้เหล่านี้ดูไหมครับ ด้วยสรรพคุณจากธรรมชาติ แถมยังหาซื้อง่าย สุขภาพทางเพศที่เหี่ยวเฉาอาจจะกลับมาฟิตปั๋งก็ได้

1. กล้วย ผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามิน ไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องพละกำลังและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จากการวิจัยยังพบว่า กล้วย เป็นผลไม้ ที่มีส่วนช่วยบำรุงเซ็กซ์ได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะมีสารอาหารจำพวก แป้งและน้ำตาลแล้ว กล้วยยังอุดมไปด้วย แร่ธาตุโปรแตสเซียม ซึ่งจะช่วยกระตุ้น การทำงานของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ

2. สับปะรด ผลไม้รสหวานอมเปรี้ยวที่มีปะโยชน์มากมาย โดยเฉพาะแกนสับปะรด เพราะมีสารฮอร์โมนกระตุ้นเซ็กซ์ ในผู้ชาย แต่หากหนุ่มคนไหนไม่สะดวกลองหาน้ำสับปะรดมาดื่มดูนะครับ นอกจากช่วยเรื่องเซ็กซ์ ในสับปะรดยังมีวิตามินซีที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย ผิวจะได้เด้งๆ ใสๆผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สตรอเบอร์รี่3. สตรอเบอร์รี่ ผลไม้สุดโปรดของสาวๆ แต่หนุ่มๆ ก็ควรกินอย่างยิ่งนะครับ เพราะผลไม้ชนิดนี้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี สามารถต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังมีส่วนช่วยในการชะลอวัยและป้องกันการเกิดโรคหวัดและภูมิแพ้ได้อีกด้วย นอกจากนี้มีงานจากมหาวิทยาลัย California พบว่าการกินสตรอเบอร์รี่อาจจะช่วยเพิ่มปริมาณสเปิร์มได้

4. ทับทิม อุดมสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิด จึงช่วยในเรื่องผิวพรรณได้ดี ที่สำคัญสามารถช่วยกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียนได้ดี ส่งผลให้น้องชายแข็งแรงไม่ห่อเหี่ยวก่อนวัยอันควร
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อะโวคาโด

5. อะโวคาโด มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวในปริมาณมาก ทำให้ดีต่อหัวใจและระบบหลอดเลือด ทั้งนี้กรด โฟลิค ที่มีในผลอะโวคาโดยังช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศ ช่วยในการเผาผลาญโปรตีน และเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย

6. แตงโม ผลวิจัยจากสหรัฐอเมริกาพบว่าการกินแตงโมจะส่งผลกับระบบไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกาย และอาจเพิ่มความต้องการทางเพศได้ด้วย เนื่องจากในแตงโมมีกรดอะมิโนที่ชื่อว่าซิทรูลีนจึงสามารถเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ นอกจากนี้เมล็ดแตงโมยังอุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม สังกะสี กากใยอาหาร ฯลฯ

7. ส้ม เป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อุดมไปด้วยวิตามินซี และกรดโฟลิก ซึ่งเป็นผลดีต่อการสร้างอสุจิของผู้ชาย หากเบื่อการกินสด ลองทำมาทำอาหารอาทิ สลัด หรือจะนำมาเป็นส่วนประกอบในการทำเครื่องดื่มก็ได้ไม่มีปัญหา

นอกจากอาหารที่แนะนำในวันนี้ อย่าลืมกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง หลีกเลี่ยงของมัน ของหวาน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพียงเท่านี้คุณหนุ่มๆ ก็จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ส่งผลให้เรื่องบนเตียงดีขึ้นไปด้วย

ที่มา>>>Sanook

7 เคล็ดลับเปลี่ยนความชอบเป็นอาชีพทำเงิน

7 เคล็ดลับเปลี่ยนความชอบเป็นอาชีพทำเงินอาจจะไม่ทุกคนที่สามารถเปลี่ยนความชื่นชอบในบางอย่างให้กลายเป็นธุรกิจสร้างรายได้ แต่จำนวนไม่น้อยก็สามารถทำความฝันให้เป็นจริง แสดงว่ามันต้องมีหนทาง ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1. ความชอบอย่างเดียวไม่พอ

จริงอยู่ความหลงใหลในบางสิ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างธุรกิจ แต่ต้องไม่ปล่อยให้ความชอบนั้นบดบังความเป็นจริง ถามตัวเองว่าพร้อมกับการทำงานหนักชนิดทุ่มเทแรงกายแรงใจหรือไม่ ลองนำไอเดียไปปรึกษาคนรอบข้างดูก่อนก็ได้ ที่สำคัญต้องแน่ใจว่าความชอบที่จะแปรเป็นธุรกิจนั้นเป็นงานที่ถนัดและทำได้ดีจริง ๆ
2. สร้างความแตกต่าง

สิ่งที่ชอบและถนัด คนอื่นอาจทำได้เช่นกัน ดังนั้น พยายามหาจุดขายที่คนอื่นไม่มี เช่น คุณชอบเล่นกีตาร์ อาจจะเปิดโรงเรียนสอนหรือเปิดร้านขายกีตาร์ แต่บังเอิญคุณมีทักษะในการซ่อมกีตาร์ ก็ให้เสริมบริการนี้เข้าไป หรือถ้าสนใจร้านอาหาร ร้านกาแฟที่มีดาดดื่น หากจะลงเล่นในธุรกิจนี้ ก็ต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้ร้านของคุณไม่เหมือนคนอื่น และดึงดูดลูกค้าได้
3. ไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าจะพร้อม

หลายคนมีไอเดียอยู่ในหัวแล้ว แต่กว่าจะเริ่มธุรกิจได้ก็มัวแต่รอให้ทุกอย่างพร้อม ก็อาจสายเกินไป กลายเป็นว่าสูญเสียโอกาสเมื่อคนอื่นชิงลงมือทำและบุกตลาดก่อน ในการทำธุรกิจ อาจเริ่มจากสเกลเล็ก ค่อย ๆ เรียนรู้จากความผิดพลาด ลองผิดลองถูก หากเป็นไอเดียที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าจริง ยังไงก็อยู่ได้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ 7 เคล็ดลับเปลี่ยนความชอบเป็นอาชีพทำเงิน

4. กล้าเดินออกจาก comfort zone

การเริ่มต้นธุรกิจคือการเริ่มต้นความเสี่ยง อะไรที่ไม่เคยทำ ไม่คิดทำ ไม่กล้าทำ หากจะต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจจริง ๆ ก็ต้องทำ เช่น การยืนแจกใบปลิวหรือเชิญชวนให้ผู้คนทดลองสินค้าตัวอย่าง การพูดในที่สาธารณะ บางคนอาจจะไม่ชอบเลย แต่ก็ต้องฝึกถ้าทักษะนี้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ

5. ความสนุกต้องมาก่อน

บางครั้งก็เป็นเรื่องยากที่จะคงความรักในงานเอาไว้ในขณะที่อีกทางหนึ่งก็พยายามจะผลักดันให้ธุรกิจเติบโต หลายคนอาจท้อไปก่อน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นคือให้พึงระลึกว่าจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจเกิดจากความรัก จึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรก และพยายามหาหุ้นส่วนหรือเพื่อนร่วมงานที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาร่วม จะทำให้การทำงานงายง่ายขึ้น
6. เอาชนะอุปสรรค

เส้นทางธุรกิจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีปัจจัยมากมายที่อาจบั่นทอนความฝัน แทนที่จะปล่อยให้อุปสรรคเป็นตัวขัดขวางทำลายความตั้งใจ ควรพยายามหาทางเอาชนะมันให้ได้ เช่น หากไม่ถนัดเรื่องการทำเว็บไซต์หรือการติดตั้งระบบบัญชี อย่ามัวเสียเวลางมอยู่กับมัน จ้างผู้เชี่ยวชาญมาทำงานให้ดีกว่า เป็นต้น
7. หาแหล่งเงินทุน

อย่าฝากความหวังที่เงินกู้จากธนาคารที่เดียว มีวิธีสร้างสรรค์อีกหลายวิธีในการหาเงินทุน เช่น การนำเสนอไอเดียธุรกิจแล้วหาผู้สนใจช่วยลงทุน ถ้าเป็นเมืองนอก เขาขะเข้าไปในเว็บ อาทิ Kickstarter, Indeegogo และ GoFunMe เป็นต้น นอกจากหาเงินทุนแล้ว เว็บเหล่านี้ยังเป็นดัชนีชี้วัดได้ว่าไอเดียธุรกิจที่คุณร่างขึ้นมานั้น ผ่านหรือไม่ผ่าน

ที่มา>>>Sanook

มีจริง! “ผมเหี่ยว” จากการดูแลผมผิดวิธี

มีจริง! “ผมเหี่ยว” จากการดูแลผมผิดวิธี

สมัยก่อนสาวคนไหนที่รักผมของตัวเองมาก มักจะอยู่ในอิริยาบถที่กำลังบรรจงหวีผมของตัวเองอยู่เสมอ ทำให้เราอาจติดภาพว่า หากอยากดูแลรักษาผมให้นุ่มสลวยเงางาม ก็ต้องหวีผมบ่อยๆ แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ผมเสียเพราะ พญ.ชินมนัส ตั้งจาตุรนต์รัศมี จากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวเอาไว้ว่า หากเรายิ่งหวีผมบ่อย ผมก็ยิ่งแห้งเสีย หรือที่เรียกว่า “ผมเหี่ยว” เหมือนผิวหนังที่เกิดอาการแห้งเหี่ยวได้ เนื่องจากเปลือกของผมส่วนนอกจะถูกเสียดสีจากหวีบ่อยๆ จึงทำให้ยิ่งหวี ผมก็ยิ่ง “เหี่ยว” มากขึ้นเท่านั้นนั่นเอง

นอกจากการหวีผมบ่อยๆ แล้ว ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้ผมเหี่ยว แห้งเสีย และอาจถึงขั้นหลุดร่วงจนผมบางลง ที่ทั้งคุณผู้หญิง และคุณผู้ชายต้องระวังอีกมากมาย เช่น

– การใช้ไดร์เป่าผมร้อนๆ ในการทำให้ผมแห้ง

– การจัดแต่งทรงผมด้วยผลิตภัณฑ์แต่งผมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแว๊กซ์ หรือสเปรย์ต่างๆ

– ผมโดนสารเคมีบ่อย จากการดัด ยืด ย้อม ทำสี หรือกัดสีผม

– สูบบุหรี่จัด

– เจ็บป่วยด้วยโรค หรืออาการบางอย่าง

– ผลข้างเคียงจากการรักษาโรคด้วยยาบางชนิด

– ความเครียด

วิธีป้องกันไม่ให้ผมแห้งเหี่ยว เสียซ้ำซาก นอกจากลดพฤติกรรมที่ทำให้ผมเสียตามด้านบนแล้ว การทานอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อ นม ไข่ ผักผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนอย่าง แครอท มะเขือเทศ รวมถึงผักใบเขียวต่างๆ อาหารที่มีโอเมก้า 3 เช่น แซลม่อน และอาหารที่มีสังกะสีสูง เช่น หอยนางรม ถั่วลันเตา และการดื่มน้ำ และพักผ่อนให้เพียงพอ ก็ช่วยได้เยอะเลยค่ะ ลองดูกันนะ

ที่มา>>>Sanook

10 แจ็กเก็ตที่ดีที่สุดสำหรับผู้ชาย

10 แจ็กเก็ตที่ดีที่สุดสำหรับผู้ชาย

ถ้าพูดถึงแฟชั่นผู้ชาย เสื้อแจ็คเก็ต หรือที่เรียกว่า โค้ช แจ็กเก็ต คงเป็นสิ่งที่เรานึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ แฟชั่นผู้ชายในช่วงหลัง ๆ มีความหลากหลายมากกว่าแต่ก่อน ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี ผ้า วัสดุประกอบ และสไตล์
โค้ช แจ็กเก็ต ที่อาจจะเคยเป็นแค่เสื้อคลุมของนักกีฬา ถูกนักออกแบบ นำมาพัฒนาต่อยอด และความนิยมก็ขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน โค้ช แจ็กเก็ต กลายเป็นเสื้อผ้าที่คนทั่ว ๆ ไปนิยมใส่กัน เรียกได้ว่าเป็นสตรีทแวร์ ที่ผู้ชายสามารถใส่ไปไหนมาไหนได้แทบทุกโอกาส แม้จะมีการพัฒนารูปแบบให้หลากหลาย แต่องค์ประกอบหลักของโค้ช แจ็กเก็ต ยังคงเดิม นั้นคือ มีปก มีกระดุมสแน๊ป ที่ด้านหน้า มีกระเป๋าข้างลำตัวให้ล้วงมือเข้าไปได้ และรูดเอว ส่วนรายละเอียดอื่น ก็ขึ้นอยู่กับบรรดานักออกแบบ แต่ละยี่ห้อ แตกต่างกันไปในการเลือกใช้วัสดุ รูปทรง จะเป็นทรงหลวม หรือเข้ารูป ตลอดจนลูกเล่น และความพิถีพิถันในการตัดเย็บ

แจ็กเก็ต สามารถบ่งบอกสไตล์ของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ในการเลือกซื้อ นอกจากจะต้องดูวัสดุ ที่เหมาะกับการใช้งานแล้ว รูปแบบหรือสไตล์ ก็ความสำคัญมากเช่นกัน

เว็บไซต์ fashionbeans ได้สำรวจโค้ช แจ็กเก็ตหลากหลายยี่ห้อที่มีจำหน่ายในท้องตลาด และได้จัดอันดับ 10 แจ็กเก็ตที่ดีที่สุด สำหรับคุณผู้ชายไว้ รูปแบบไหนจะโดนใจ เหมาะกับการใช้งานอย่างไร ลองไปติดตามกัน

1. HUF x Obey Blood Brothers Camo Coach Jacket : แจ็กเก็ตยี่ห้อนี้ เป็นโค้ชแจ็กเก็ต ที่สวมใส่ได้ทั่ว ๆ ไป จัดเป็น streetware ที่ผู้ผลิตให้ความสำคัญกับรายละเอียดการตัดเย็บ รวมทั้งยังถูกจัดเป็น souvenir jackets หรือแจ็ตเก็ตที่จัดทำขึ้นมาเพื่อเป็นที่ระลึก หรือในโอกาสต่าง ๆ นับว่าเป็นแจ็กเก็ตแนวใหม่ ที่ยังดูมีความคลาสสิก


2. Norse Projects Svend Coach Jacket : Norse Projects ได้นำสไตล์วินเทจ มาผสมผสานกับเนื้อผ้ารุ่นใหม่ ที่คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก และยังได้ใส่ความเป็นสไตล์ สแกนดิเนเวีย ลงไป ทำให้โดดเด่นสามารถใส่ได้ทั้งในโอกาสสบาย ๆ และงานเลี้ยงอาหารค่ำ ในบรรยากาศที่ไม่เป็นทางการมากนัก


3. Topman Jersey Tailored Coach Jacket : แนวคิดของแจ็กเก็ตยี่ห้อนี้คือ ทำโค้ช แจ็กเก็ต ให้ดูเป็นทางการมากขึ้นด้วยการตัดเย็บให้เข้ารูป พอดีตัว ใช้ผ้าที่ค่อนข้างมีน้ำหนัก ใส่แล้วเรียบหรู แม้จะดูไม่เป็นทางการมากนัก แต่ก็ให้ความรู้สึกเท่ๆ สบาย ๆ


4. ASOS Khaki Coach Jacket : เป็นแจ็กเก็ตสีเขียว ใช้ผ้ากากี ในการตัดเย็บ ซึ่งทางผู้ผลิต ตั้งใจผลิตออกมาสำหรับฤดูกาลนี้โดยเฉพาะ


5. Acne Black Tony Face Jacket : ความโดดเด่นอยู่ที่วัสดุที่นำมาใช้ คือไนลอน ไม่ซึมน้ำ ออกแบบในสไตล์เรียบง่าย ตามแนวสแกนดิเนเวีย ที่สำคัญ น้ำหนักเบา


6. Boiler Room Coach Windbreaker : เป็นแจ็กเก็ตสตรีทแวร์ ที่มีฮู๊ด สามารถใส่ได้ทั้งในสภาพอากาศสบาย ๆ และอากาศเย็น เลือกที่จะใช้ ฮู๊ด หรือไม่ก็ได้ ตามความเหมาะสมของสภาพอากาศ


7. Neighbourhood Printed Coach Shell Jacket : แจ็คเก็ตตัวนี้ เป็น Shell jacket ซึ่งมีคุณสมบัติกันน้ำได้ และระบายอากาศดี เนื้อผ้าผสมไมโครไฟเบอร์ เพื่อความสบาย ใส่ลูกเล่นที่ข้อมือด้วยอิลาสติก จึงสบาย ๆ และให้ความอบอุ่นได้พอสมควรในสภาพอากาศเย็น

8. Stussy Printed Shell Coach Jacket : เป็นสตรีทแวร์ ที่สามารถใช้ได้ดีในหลายสภาพอากาศเช่นกัน

9. Oi Polloi x Rains Coach Jacket : เป็นแจ็กเก็ตที่มีเนื้อผ้าเป็นมันเงา เหมาะสำหรับช่วงที่อากาศสบาย ๆ ไม่เย็นจนเกินไปนัก มาพร้อมกับฮู๊ดที่สามารถถอดออกได้

10. Dickies Torrance Coach Jacket : เป็นยี่ห้อที่ได้รับความนิยมของคนอเมริกันมานาน แม้จะดูง่าย ๆ แต่เน้นความสารพัดประโยชน์ เหมาะสำหรับคนผู้ที่ต้องการแจกเก็ตในลุ๊คของการลุยงานหนักโดยเฉพาะ

ที่มา>>>Sanook

5 ทักษะที่ยากจะเรียนรู้ แต่ให้ประโยชน์ที่สุด

5 ทักษะที่ยากจะเรียนรู้ แต่ให้ประโยชน์ที่สุดหลายครั้งสิ่งที่ดีในชีวิตแม้จะได้มาฟรีๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องใช้เวลาและความพากเพียรพยายาม ทุ่มเทลงไปเพื่อแลกกับสิ่งเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ทักษะต่างๆ ที่สำคัญในชีวิต แม้จะเหน็ดเหนื่อยมากแค่ไหน แต่ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า คำถามคือทักษะที่ยากจะเรียนรู้ แต่สร้างให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าตลอดชีวิตเหล่านั้นคืออะไรบ้าง?

1. การบริหารจัดการเวลา

หนึ่งในทักษะที่มีมูลค่าสูงสุดสำหรับผู้ประกอบการและนักธุรกิจระดับพันล้าน นั่นคือ การบริหารจัดการเวลาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะทุกวินาทีของพวกเขาเป็นเงินเป็นทอง ทักษะเหล่านี้จะมาพร้อมกับการฝึกจัดระเบียบชีวิตตนเอง วางแผนสิ่งที่ต้องทำ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงเรื่องธุรกิจว่า ทำอย่างไรถึงจะจัดการสิ่งที่ต้องทำได้เสร็จภายในเวลาที่จำกัด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คิดบวก
2. คิดบวกกับตัวเอง

ไม่สำคัญว่าใครจะมองตัวคุณอย่างไร แต่สิ่งที่สำคัญคือ คุณมองตัวเองอย่างไร ทักษะนี้อาจต้องใช้เวลาเพื่อให้คุณเกิดความเชื่อมั่นใจตนเอง มองถึงสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ ใช้สิ่งนั้นเป็นแรงผลักดันและต่อสู้กับปัญหา ท้ายที่สุดจะไม่มีปัญหาใดมาทำร้ายคุณได้อย่างแน่นอน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ใจเขาใจเรา
3. เอาใจเขามาใส่ใจเรา

การเข้าใจผู้อื่นถือเป็นอีกหนึ่งในความสามารถเฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจว่าผู้อื่นรู้สึกอย่างไร หรือต้องการอะไร หากว่าคุณเป็นหัวหน้า การที่คุณเข้าใจลูกน้องในทีมจะช่วยให้ทีมมีความแข็งแกร่ง กระตุ้นให้คนในทีมสามารถพยายามทำสิ่งต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

4. ขอความช่วยเหลือ

เมื่อถึงเวลาที่เกิดปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือจากใครสักคน หลายคนมักไม่กล้าที่จะเอ่ยปาก บางคนอาจกลัวการถูกมองว่าเป็นคนอ่อนแอหรือไร้ความสามารถ แต่รู้หรือไม่ว่าความจริงแล้วการเอ่ยปากขอความช่วยเหลือเป็นสิ่งที่ดี นั่นอาจทำให้คุณได้เรียนรู้ความสามารถของผู้อื่น ความเฉลียวฉลาดและทักษะของพวกเขาอาจถ่ายทอดมาถึงคุณ ให้คุณได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ การขอความช่วยเหลือจึงเป็นอีกหนึ่งทักษะที่คุณควรมีติดตัวไว้โดยไม่ต้องอาย

5. รู้ว่าเมื่อไหร่ควรพูด

หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดคือ การระงับความโกรธ หลายครั้งที่คนเรามักจะพูดในสิ่งที่ไม่ได้คิดและไตร่ตรองให้ดีก่อนเวลาที่เราอยู่ในช่วงอารมณ์แห่งความโกรธ ความไม่พอใจ การพูดสิ่งใดในช่วงนั้นอาจก่อให้เกิดผลเสียตามมามากมาย ดังนั้น การเก็บสิ่งที่ต้องการพูดเอาไว้ก่อน และให้เวลาช่วยตัดสินใจว่า ควรพูดสิ่งนั้นออกมาดีหรือไม่ น่าจะดีกว่าการที่คุณพูดออกไปและเสียใจทีหลังก็เป็นได้ สำหรับทักษะนี้แม้ว่าจะทำได้ยาก แต่หากคุณทำได้จะช่วยให้คุณจัดการกับอารมณ์ต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

ที่มา>>>Sanook

แบบไหน! โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบในผู้หญิง

แบบไหน! โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบในผู้หญิง

อ.นพ.ภควัฒน์  ระมาตร์
ภาควิชาศัลยศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ  เกิดจากการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากทางช่องคลอดและทวารหนัก และมักเกิดกับคุณผู้หญิง

ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ จะมีอาการปวดปัสสาวะบ่อยแบบกะปริดกะปรอย ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น สีขุ่น หรือมีเลือดปนด้วย ซึ่งอาการจะเกิดขึ้นหลังอั้นปัสสาวะนาน

โดยที่คนปกติกระเพาะปัสสาวะจะสามารถกักเก็บปัสสาวะได้ 300 – 350 ซี.ซี. จากนั้นผนังกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะจะบีบตัวผ่านทางหลอดปัสสาวะ และขับออกภายนอกในเวลาไม่เกิน 30 วินาที  ซึ่งในแต่ละวันจะปัสสาวะ 3 – 5 ครั้ง โดยไม่มีอาการปวดหรือแสบบริเวณหลอดปัสสาวะ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบในผู้หญิง

ส่วนผู้ที่มีอาการปวดปัสสาวะเกินวันละ  5 ครั้ง ซึ่งไม่ได้เกิดจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบจากการติดเชื้อ  ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้ เช่น กระเพาะปัสสาวะเล็ก ไม่สามารถกักเก็บปัสสาวะได้นาน ทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย  บางรายอาจปัสสาวะทุก 1 หรือ 2 ชั่วโมง  และต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะตอนดึกมากกว่า 2 ครั้งในแต่ละคืน

และในผู้ป่วยบางรายมีกระเพาะปัสสาวะขนาดเล็กและไม่สามารถขยายตัวได้ เพราะถูกฉายแสงรักษามะเร็งปากมดลูก  หรือเกิดจากการขยายตัวของผนังกระเพาะปัสสาวะชั้นกล้ามเนื้อ ทำให้เก็บปัสสาวะได้ไม่มาก  หรือมีเนื้องอกขนาดใหญ่ในมดลูก และในหญิงตั้งครรภ์ที่มดลูกไปกดกระเพาะปัสสาวะ และยังเกิดจากการได้รับยาขับปัสสาวะในผู้ป่วยที่ได้เข้ารับการรักษาโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน สาเหตุเหล่านี้ก็ทำให้ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติได้เช่นกัน

นอกจากนี้บางรายที่ปัสสาวะบ่อย อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งภาวะเช่นนี้จำเป็นต้องตรวจด้วยเครื่องตรวจการบีบตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ เพื่อจะได้ทราบสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป

รวมความว่า  ความผิดปกติของการขับถ่ายปัสสาวะ เกิดได้จากหลายสาเหตุ การดูแลตนเองเบื้องต้น ต้องไม่กลั้นปัสสาวะนานเกิน  6 ชั่วโมง  และถ้ากระเพาะปัสสาวะอักเสบจากการติดเชื้อ ให้ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อขับเชื้อโรคออกจากร่างกายโดยเร็ว และยังช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อนเวลาปัสสาวะได้ด้วย

ที่มา>>>Sanook

6 เคล็ดลับ ทำงานที่บ้านให้ได้ “งาน”

6 เคล็ดลับ ทำงานที่บ้านให้ได้ “งาน”ในยุคนี้คงมีใครหลายต่อหลายคนนิยมการนั่งทำงานที่บ้าน หรือปรับแต่งบ้านให้กลายเป็นที่ทำงาน สำหรับบ้านที่กลายเป็นโฮมออฟฟิศที่มีคนทำงานร่วมกันจำนวนมากๆ ก็คงไม่เท่าไหร่ แต่สำหรับฟรีแลนซ์หรือใครก็ตามที่ต้องนั่งทำงานคนเดียว กฎระเบียบ ความขยัน และความรับผิดชอบถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากคุณจะไม่มีคนคอยเตือนให้ทำงานด้วยแล้ว ยังไม่มีคนคอยแชร์ความคิดเห็น ไม่มีคนให้คอยคุยด้วย (ถ้าหากเลี้ยงสุนัขไว้ก็อาจมีเพื่อนแก้เหงาได้บ้าง)

อย่างไรก็ตาม Jacqueline Whitmore ผู้เชี่ยวชาญด้านมารยาท และยังเป็นผู้ก่อตั้ง Protocol School of Palm Beach ในรัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา ได้แนะนำแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้การทำงานที่บ้านได้ผลที่ดีที่สุด มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1. ตั้งเวลาให้เหมือนกับการทำงานปกติ กลุ่มคนที่ทำงานในบ้านมักพบว่าพวกเขาทำงานมากกว่าคนที่ทำงานในออฟฟิศ บางคนทำงานในตอนกลางวันได้ไม่กี่ชั่วโมง แต่ตอนกลางคืนกลับต้องนั่งทำแบบหามรุ่งหามค่ำ เพราะช่วงกลางวันอาจมีเด็กเล็กอยู่ในบ้าน หรือปัญหาอื่นๆ ที่ทำให้การทำงานสะดุดได้เรื่อยๆ หรือลูกค้าขอเปลี่ยนกำหนดเวลาส่งงานให้เร็วขึ้น แต่จะปัญหาอะไรก็แล้วแต่ คุณต้องพยายามกำหนดเวลาทำงานให้ชัดเจนแล้วทำตามนั้น เช่น เวลางานของคุณคือ 09.00-16.00 น. ก็ทำให้เต็มที่ หลังเวลางานก็ลองปิดเสียงโทรศัพท์ แล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบคนปกติเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้ชีวิตของตัวเองดูบ้าง มันจะช่วยให้การทำงานในวันถัดๆ ไปดีขึ้น

2. วางแผนการทำงาน ในแต่ละวันคุณควรวางแผนการทำงานว่าจะทำอะไรบ้าง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละนาที และถ้าคุณรู้ว่าช่วงเช้าตัวเองมีสมาธิทำงานหรือไม่มีภาระอื่นๆ มากวนใจ ให้รีบทำงานในตอนเช้า งดเล่นเฟซบุ๊ค หรือท่องอินเทอร์เน็ตโดยไม่จำเป็น นอกจากนั้นต้องไม่ลืมลิสต์ลงไปว่าสิ่งสำคัญที่ต้องทำลำดับแรกคืออะไร และลำดับถัดๆ ไปคืออะไร

3. แต่งตัวให้พร้อม ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการแต่งตัวมีผลต่อสภาพจิตใจของคุณ ดังนั้น อย่าใส่ชุดนอนแล้วนั่งทำงานตลอดวัน หาเวลาไปอาบน้ำ แปรงฟัน ทานอาหารเช้า แล้วแต่งตัวเพื่อให้คุณรู้สึกว่าตอนนี้คุณพร้อมที่จะทำงานแล้วจริงๆ

 4. จัดแต่งห้องให้เหมาะกับการทำงาน ห้องที่คุณใช้ทำงาน อาจเป็นห้องนอนสำรอง แต่คุณต้องนั่งทำงานตรงจุดนั้นทั้งวันใช่หรือเปล่าละ ดังนั้น การนำแจกันดอกไม้มาตั้งไว้บนโต๊ะ เปิดเพลงฟัง หรือติดรูปภาพที่จะสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีได้ถือเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น เพราะมันคือการสร้างความสุขในจุดที่คุณทำงานนั่นเอง เพื่อให้การทำงานออกมามีประสิทธิภาพสูงสุด
สุดท้ายคงไม่มีใครอยากนั่งทำงานในห้องที่รกๆ หาข้าวของไม่เจอ มีแต่เศษขยะเต็มไปหมด ถูกไหม ดังนั้น ทำความสะอาด และจัดให้เป็นระเบียบด้วยก็เป็นความคิดที่ดีไม่ใช่น้อย

5. หาเวลาพักบ้าง การทำงานที่บ้านมีข้อได้เปรียบสูงสุดคือ พักได้เต็มที่ ดังนั้น อย่าลืมหาเวลาพักบ้าง เช่นตอนกลางวัน คุณอาจจะอยากมีสังคมกับเพื่อนหรือลูกค้า ถ้าตารางเวลาในวันนี้เอื้ออำนวย ก็ไปทานข้าวกับพวกเขาเถอะ เพราะต่อให้คุณกลับมาบ่าย 2 โมง ก็ไม่มีหัวหน้ามาคอยตำหนิคุณ เพียงแต่งานต้องเสร็จตามกำหนดเท่านั้น ดังนั้น ควรบริหารจัดการเวลาให้ดี อย่าให้เครียดจนเกินไป

6. ตั้งสมาธิในการทำงานให้ดี ความท้าทายขั้นสูงสุดของการทำงานที่บ้านก็คือ คุณต้องเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ เพราะการที่เราไม่มีเพื่อนร่วมงานหรือพาร์ทเนอร์ มันเป็นเรื่องง่ายมากๆ ที่เราจะเสียสมาธิให้กับเรื่องอื่นๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ทำงานบ้าน จนงานไม่คืบหน้า ดังนั้น พยายามอย่าเพิ่งให้สิ่งรบกวนต่างๆ เหล่านั้นมาแย่งชิงเวลาการทำงานของคุณไป จนกว่าจะหมดเวลางานที่เรากำหนดไว้จริงๆ

ที่มา>>>Sanook

บริหารกล้ามเนื้อง่ายๆ ด้วย “ผ้าขาวม้า”

บริหารกล้ามเนื้อง่ายๆ ด้วย “ผ้าขาวม้า”หากกำลังมองหาการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ออกกำลังกายราคาแพง ช่วยให้ประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณด้วย การใช้ผ้าแบบไทยๆ ด้วยการนำเอา “ผ้าขาวม้า” ที่คนไทยคุ้นเคยกันดีมาเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารร่างกายของเราให้แข็งแรง เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา ไม่สะดวกเรื่องสถานที่ และไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น ผู้สูงอายุ ก็สามารถทำตามได้ง่ายๆ ดังนี้
ท่าบริหารกล้ามเนื้อส่วนหัวไหล่

ท่าที่ 1 เริ่มจากยืนตัวตรงแยกขากว้างเท่าช่วงหัวไหล่ มือทั้งสองข้างกำผ้าขาวม้าให้ตึงกว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อยแล้ววางไว้ที่หน้าขา จากนั้นยกแขนขึ้นไปด้านหน้าในระดับหัวไหล่ แล้วลดแขนลงวางที่หน้าขาเช่นเดิม พยายามดึงผ้าให้ตึงตลอดเวลา ทำ 1-2 เซ็ท เซ็ทละ 10-12 ครั้ง

ท่าที่ 2 ยืนตัวตรงแยกขากว้างเท่าช่วงหัวไหล่ มือทั้งสองข้างกำผ้าขาวม้าให้ตึงกว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อย แล้ววางไว้ที่หน้าขา จากนั้นดึงแขนขึ้นในระดับอก หงายมือดันผ้าขาวม้าขึ้นเหนือศีรษะสุดแขน แล้วลดแขนลงระดับอกวางผ้าลงที่หน้าขาเช่นเดิม พยายามดึงผ้าให้ตึงและเหยียดขาตรงเสมอ ทำ 1-2 เซ็ท เซ็ทละ 10-12 ครั้ง

ท่าบริหารกล้ามเนื้อส่วนขา สะโพก ลำตัวด้านข้าง หัวไหล่ หลัง

ท่าบริหาร ยืนตัวตรงแยกขากว้างเท่าช่วงหัวไหล่ ใช้มือทั้งสองข้างกำผ้าขาวม้ากว้างกว่าหัวไหล่เล็กน้อย แล้วยกแขนเหยียดจนสุด จากนั้นก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า ย่อขาลงบิดตัวหันไปทางขวาแล้วกลับมายืนท่าเดิม ทำสลับทั้งขาซ้ายและขาขวา 1-2 เซ็ท เซ็ทละ 10-12 ครั้ง

ท่าบริหารกล้ามเนื้อส่วนต้นแขนด้านหน้า ต้นขา หน้าท้อง หลัง

ท่าบริหาร เริ่มต้นด้วยการยกเท้าหนึ่งข้างสอดวางไว้บนผ้าขาวม้า มือทั้งสองข้างกำผ้าขาวม้ากว้างประมาณหัวไหล่แล้วหงายมือ จากนั้นงอเข่ายกขึ้นพร้อมหายใจออก-ยกลงหายใจเข้าช้าๆ ขาอีกหนึ่งข้างทรงตัวยืนตรง พยายามให้ข้อศอกแนบลำตัว ทำสลับกันทั้งขาซ้าย และขวา 1-2 เซ็ท เซ็ทละ 10-12 ครั้ง

ท่าบริหารกล้ามเนื้อส่วนหน้าท้อง สะโพก
ท่าบริหาร เริ่มจากนอนหงายลงบนพื้นพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างกำผ้าขาวม้ากว้างกว่าช่วงหัวไหล่เล็กน้อย แล้วเหยียดแขนขึ้นเหนือศีรษะ งอเข่าขึ้น ยกช่วงตัวและแขนขึ้นจากพื้นแล้วสอดผ้าคล้องไว้ใต้ขา จากนั้นเหยียดแขนขึ้นเหนือศีรษะกลับนอนลงท่าเดิม ทำ 1-2 เซ็ท เซ็ทละ 10-12 ครั้ง เคล็ดลับคือ พยายามยกสะโพกขึ้นและดึงเข่าเข้าหาตัว

ที่มา>>>ข่าวสด

“เมล็ดแมงลัก” ได้ลองแล้วจะหลงรัก

"เมล็ดแมงลัก" ได้ลองแล้วจะหลงรัก

ที่ผ่านมาหลายคนอาจจะรู้จักกันดีว่าเมล็ดแมงลักมีสรรพคุณช่วยลดน้ำหนักได้ แต่จริงๆ แล้วยังมีประโยชน์และคุณค่าแฝงที่เมื่อได้รู้อาจจะหลงรักมันอย่างไม่ทันตั้งตัว

1. ช่วยขับคอเลสเตอรอลไม่ดีออกจากร่างกาย

ในอาหารแต่ละชนิดจะมีทั้งคอเลสเตอรอลดีและไม่ดีสะสมอยู่ เมล็ดแมงลักมีส่วนช่วยขับคอเลสเตอรอลตัวร้ายออกจากร่างกายได้ เพราะเส้นใยของแมงลักสามารถดูดซับไขมันไว้ได้ เมื่อร่างกายไม่สามารถย่อยกากใยพวกนี้ได้ ไขมันไม่ดีก็จะถูกขับออกมาพร้อมกับเส้นใยของแมงลัก แต่ไม่มีผลใดๆ ต่อไขมันดี

2. เป็นยาระบายชั้นดี

เมล็ดแมงลักช่วยเพิ่มกากใยและช่วยหล่อลื่น ทำให้อุจจาระไม่เกาะลำไส้ ขับถ่ายสะดวกง่ายขึ้น เพราะเมล็ดแมงลักจะไปกระตุ้นประสาทที่อยู่รอบๆ ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำให้เกิดปวดท้องหนัก คนท้องผูกบ่อยๆ ต้องหาเมล็ดแมงลักมาทานดู วิธีใช้คือรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา แช่น้ำให้พอง แล้วดื่มก่อนนอน

3. ใบแมงลักกินได้กินดีมีประโยชน์

นอกจากเมล็ดแมงลักจะมีประโยชน์ใบแมงลักยังช่วยรักษาโรคไข้หวัด ลดอาการหลอดลมอักเสบ ขับเหงื่อได้แนะนำให้ใส่ในแกงเลียงที่มีสมุนไพรหลายชนิด แล้วอาการหวัดจะดีขึ้น รวมถึงสามารถเรียกน้ำนมให้คุณแม่มือใหม่ เป็นตัวกระตุ้นปริมาณน้ำนมของคุณแม่ส่งต่อให้ลูกน้อย อีกทั้งยังช่วยแก้อาการน้ำนมคัดได้

ข้อควรระวัง

ก่อนทานเมล็ดแมงลักต้องแช่น้ำให้พองตัวเต็มที่ เพราะถ้ารับประทานเมล็ดแมงลักที่ยังพองตัวไม่เต็มที่ เมื่อเมล็ดแมงลักลงไปอยู่ในท้องก็จะดูดน้ำภายในช่องทางเดินอาหาร ทำให้เมล็ดแมงลักจับตัวเป็นก้อนแข็ง และอุดตันลำไส้ จนทำให้เกิดการท้องผูก และท้องอืดมากขึ้น

ที่มา>>>Sanook