ตามหาราชินียอดดอย ที่ “ภูสอยดาว”

สวัสดีท่านผู้อ่านไทยรัฐอีกครั้งครับ ช่วงนี้ฝนเริ่มตกหลายพื้นที่แล้ว วันนี้แบกกล้องเที่ยวเลยจะพาไปรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งซึ่งเหมาะกับการเดินทางช่วงหน้าฝนอย่างมาก นั่นคือ ภูสอยดาวจังหวัดอุตรดิตถ์

การเดินทางของแบกกล้องเที่ยวแบบประหยัดเริ่มต้นจากหมอชิตไปลง บขส.พิษณุโลก ค่ารถ 304 บาท เลือกเที่ยวรถ 22.30 – 23.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชม. จะไปถึงประมาณไม่เกินตี 4 ต่อรถไปอำเภอชาติตระการโดยรถเมล์โดยสาร รถเที่ยวแรกเวลา 05.00 น. ค่ารถ 95 บาท ใช้เวลาเดินทาง 2 – 3 ชม. จากนั้นนั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปลงตลาดเทศบาลป่าแดง ค่ารถ 20 บาท หาข้าวเช้ากินและซื้อเสบียง จากนั้นนั่งรอรถสองแถวที่ข้างรถจะเขียนว่า ป่าแดง-ร่มเกล้า รถสองแถวสายนี้บางวันมี 2 คัน บางวันมีคันเดียว ค่ารถ 150 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม. จะถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 13.00 – 13.30 น. ยังทันเวลาพอเดินขึ้นลานสน (ถ้ามาถึงเกินเวลา 14.00 น. เจ้าหน้าที่จะไม่ให้ขึ้นลานสนนะครับ ต้องรอขึ้นวันต่อไป)ภูสอยดาว เป็นอีกสถานที่ที่นักท่องเที่ยวหลายคนเคยไปพิชิตมาแล้ว ถึงแม้หนทางจะแสนลำบากแค่ไหน แต่ปลายทางที่รออยู่นั้นคุ้มค่าแน่นอน อีกทั้งระหว่างทางก็มีวิวสวยๆ ทั้งทุ่งดอกไม้ อากาศบริสุทธิ์ รวมถึงเพื่อนร่วมทางดีๆ ที่สำคัญมีอีกจุดหมายที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงนั่นก็คือ การไปเก็บภาพความงามอันอัศจรรย์ของ ทุ่งดอกหงอนนาค ราชินีแห่งดอกไม้ ที่ผลิดอกบานสะพรั่งห่มคลุมทั่วทุกทุ่งกว้าง รวมไปถึง เอื้องหมายนา ลิลลี่ป่า ลิ้นมังกร กระดุมเงิน ว่านไก่แดง และผืนหมอกที่ปกคลุมป่าสนสามใบ เรียงรายไปไกลสุดสายตา“ดอกหงอนนาค” เปรียบเหมือนนางเอกของภูสอยดาวก็ว่าได้ ซึ่งหากใครต้องการมาเจอนางเอกคนนี้เบ่งบานเต็มลานสน ก็ต้องมาในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค. ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน หากมาช่วงปลาย ต.ค. ที่ลมหนาวเริ่มมาเยือนก็จะเห็นบ้างแบบบางตา ดอกหงอนนาคมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า หญ้าหงอนเงือก หรือ น้ำค้างกลางเที่ยง เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่ออกดอกในฤดูฝน ดอกจะมีทั้งสีม่วงอ่อนหรือม่วงน้ำเงิน สีขาว และสีชมพู ซึ่งค่อนข้างหายาก ยามเช้าจะหุบดอก และจะบานเมื่อมีแสงแดด ส่วนกลางของดอกมักมีหยดน้ำติดอยู่ เป็นที่มาของชื่อน้ำค้างกลางเที่ยง โดยที่ภูสอยดาวนี้เป็นจุดที่มีดอกหงอนนาคทุ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ นอกจากนั้นก็ยังพบได้บ้างตามภูเขาอื่นๆ เช่น เขาสมอปูน ทุ่งโนนสน เขาใหญ่ เป็นต้นด้วยความสูงถึง 2,102 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ทำให้ภูสอยดาวมีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี และยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้เดินอีกหลายเส้นทางด้วยกัน เอาเป็นว่าหน้าฝนนี้ลองไปพิชิต ภูสอยดาว กันสักตั้งไหมครับ…

สำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ และเรื่องที่อยากบอกต่อก็คือ

1. ค่าเข้า อช.คนละ 40 บาท ค่ามัดจำขยะ 30 บาท ค่ามัดจำป้ายไม้ 50 บาท และค่าลูกหาบ กิโลกรัมละ 30 บาท

2. ร้านค้าด้านตรงข้ามศูนย์บริการนักท่องเที่ยวจะเปิดแค่วันศุกร์-อาทิตย์

3. ผู้ที่ไม่ได้นำเต็นท์หรือถุงนอนมา สามารถเช่าได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศูนย์ล่าง เต็นท์ 300 บาท/ 1 คืน ถุงนอน 30 บาท/ 1 คืน ส่วนเตาถ่านสามารถหาเช่าได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนลานสน ค่าเช่าเตาถ่าน 50 บาท/1 คืน แต่ต้องซื้อถ่านขึ้นไปเอง

4. ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนลานสนมีน้ำฝนรองใส่ถังไว้ สามารถนำมาต้มดื่มได้ในฤดูฝน หรือใครไม่มั่นใจก็ซื้อขึ้นไปเองได้ ส่วนในฤดูแล้งต้องซื้อน้ำดื่มขึ้นไปเอง

5. การเดินทางไปภูสอยดาวอีกวิธีนึง คือ การติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานให้มารับที่ บขส.พิษณุโลกถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว และส่งเรากลับถึง บขส.พิษณุโลก ราคาจะอยู่ที่ 4,200 – 4,500 บาท แล้วแต่จะต่อรอง เหมาะสำหรับกลุ่มที่มากันเองหลายๆ คน ลองโทรไปที่ 0-5543-6793

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว

มาดูแลเส้นผม ช่วงหน้าฝนกันเถอะ

มาดูแลเส้นผม ช่วงหน้าฝนกันเถอะ
เข้าสู่หน้าฝนทีไร การดูแลในเรื่องสุขภาพร่างกายจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญและให้ความใส่ใจกันเป็นอย่างมาก เพราะโอกาสในการที่จะทำให้เกิดอาการป่วยหรือโรคภัยต่างๆ มีโอกาสสูง สำหรับการดูแลเส้นผม ที่ถือเป็นหนึ่งในอวัยวะของร่างกายจึงเป็นสิ่งที่คุณต้องดูแลไม่แพ้ไปจากอวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกาย วันนี้เราจึงนำวิธีดูแลเส้นผมในช่วงหน้าฝนมาฝากสาวๆ ทุกคนกันค่ะ
มาดูแลเส้นผม ช่วงหน้าฝนกันเถอะ

รีบสระผมทุกครั้งที่โดนฝน

ถ้าเป็นไปได้ทุกครั้งที่คุณลุยฝนมาจนเปียกปอนไปทั้งตัว แน่นอนว่าเส้นผมคือ ด่านแรกที่จะโดนฝน ดังนั้นคุณจำเป็นที่จะต้องรีบสระผม เพราะน้ำฝนที่ตกลงมาบนเส้นผมของคุณนั้น จะนำสิ่งสกปรกและเชื้อโรคที่อยู่ในอากาศลงมาพร้อมๆ กัน นอกจากมันจะทำให้คุณเสี่ยงต่อการไม่สบายได้ง่ายแล้ว ยังอาจทำให้เส้นผมและหนังศีรษะของคุณเกิดความชื้นสะสมจนทำให้เกิดอาการคันและเป็นแผลได้

ใช้ผ้าขนหนูซับทุกครั้งที่โดนฝน

ในกรณีที่คุณไม่สามารถอาบน้ำทำความสะอาดเส้นผมได้ทันที การใช้ผ้าขนหนูหรือทิชชูซับน้ำฝนที่เทลงมาบนเส้นผม จะช่วยลดความเสี่ยงในการทำให้คุณไม่สบายได้ หากมีไดร์เป่าผมก็แนะนำให้เป่าผมให้แห้ง ระหว่างรอช่วงเวลาที่จะอาบน้ำสระผมเพื่อทำความสะอาดเส้นผมต่อไป

มาดูแลเส้นผม ช่วงหน้าฝนกันเถอะ

ใช้หวีซี่ห่างๆ หวีผมแต่เพียงเบาๆ

หลังจากที่คุณใช้ไดร์เป่าผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้ใช้หวีซี่ห่างๆ มาหวีผมแต่เพียงเบาๆ เพื่อไม่ให้เส้นผมเกิดการพันกัน อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการเกิดอาการชี้ฟูหลังจากผมแห้งได้อีกด้วย

ไม่ควรสระผมก่อนนอน

ในช่วงหน้าฝน สาวๆ คนไหนที่ติดนิสัยอาบน้ำและสระผมก่อนเข้านอน แนะนำให้ทำการหลีกเลี่ยงการสระผมในช่วงนี้ เพราะโอกาสที่จะทำให้เกิดความชื้นสะสมภายในย่อมมีสูงมาก แม้จะมั่นใจว่าผมแห้งจากการใช้ไดร์เป่าผม ก็ยังไม่สามารถเพิ่มความมั่นใจได้อยู่ดี

มาดูแลเส้นผม ช่วงหน้าฝนกันเถอะ

ซับผมให้แห้งทุกครั้งก่อนใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม

เชื่อว่าสาวๆ หลายคนมักหลงลืมในการซับผมให้แห้งหมาดๆ ก่อนที่จะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม ดังนั้นหากคุณต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว สิ่งที่สำคัญคือการซับผมให้แห้งทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความชื้นสะสมจนอาจทำให้เกิดอาการคันหนังศีรษะได้ เพราะผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมส่วนใหญ่ไม่ต้องล้างออก จึงมีโอกาสทำให้เกิดปัญหารังแคได้สูงมากอีกด้วย

หน้าฝนอย่างนี้ การดูแลเส้นผมให้ดี จะช่วยให้คุณห่างไกลจากปัญหาหนังศีรษะคันและเป็นรังแคได้ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวจึงสามารถทำได้ด้วยการรู้จักดูแลเส้นผมของคุณให้ดี ไม่ควรปล่อยให้เปียกหรือโดนน้ำฝนโดยไม่รีบทำความสะอาดนั่นเอง

ที่มา>>>Sanook

12 พฤติกรรมนำไปสู่ความมั่งคั่งและความสำเร็จ

12 พฤติกรรมนำไปสู่ความมั่งคั่งและความสำเร็จ

พฤติกรรมและลักษณะนิสัยบางอย่างในชีวิตประจำวัน แม้จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละคน แต่เคยสังเกตหรือไม่ว่า บุคคลที่ประสบความสำเร็จมักจะมีพฤติกรรมหรือลักษณะนิสัยที่คล้ายๆ กัน เมื่อลองศึกษาในรายละเอียดแล้วจะพบว่า การที่บุคคลเหล่านี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ไม่ได้มีเพียงแค่ความคิดและการกระทำเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง “พฤติกรรม” หรือ “นิสัย” ที่ผ่านการฝึกปฏิบัติเป็นประจำ

TerraBKK จึงรวบรวม 12 พฤติกรรมที่จะช่วยนำไปสู่ความมั่งคั่งและความสำเร็จ ที่เป็นเหมือนกฎขั้นพื้นฐานที่บุคคลชื่อดังทั่วโลกส่วนใหญ่ยึดถือและปฏิบัติ ลองสำรวจตัวเองกันดู บางทีคุณอาจจะมีลักษณะนิสัยเหล่านี้อยู่แล้วก็ได้

1. แยกแยะนิสัยที่ดีและไม่ดี  นิสัยที่ดีเป็นรากฐานของการสร้างความมั่งคั่ง ความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ อยู่ในพฤติกรรมประจำวันของพวกเขา ลอง list ใส่กระดาษว่าคุณมีพฤติกรรมใดบ้างที่ยังฉุดรั้งไม่ให้คุณก้าวไปสู่ความสำเร็จ และจะมีวิธีแก้เช่นไร เช่น

ฉันดูทีวีมากเกินไป >> ฉันจะจำกัดการดูทีวีวันละ 1 ชม.

ฉันไม่ชอบอ่านหนังสือ >> ฉันต้องซื้อหนังสือเดือนละ 1 เล่ม และอ่านมันให้จบ เป็นต้น

2. เป็นนักตั้งเป้าหมาย คนที่ประสบความสำเร็จมีเป้าหมายเป็นตัวขับเคลื่อนอยู่เสมอ พวกเขาสร้างเป้าหมายตลอดเวลา ทั้งเป้าหมายรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี โดยวางแผนของวันต่อไปในทุกๆคืน คนที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้มักมองในระยะยาวเสมอ นอกจากนี้การตั้งเป้าหมายของพวกเขาก็มักมากับวิธีการที่ทำให้บรรลุเป้าหมายอยู่เสมอ

3. โฟกัสเพียงหนึ่งเดียว เมื่อตั้งเป้าหมายได้แล้ว โฟกัสไปยังเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว ทำให้ลุล่วงสำเร็จไปทีละอย่าง คนที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้จะทุ่มเทความพยายามและความสามารถอย่างเต็มที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายไปเป็นอย่างๆ ไม่วอกแวกหรือโฟกัสหลายอย่างจนเกินไป

4. เรียนรู้และพัฒนาตัวเองเสมอ คนที่ประสบความสำเร็จมักหาโอกาสที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา พวกเขาใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์โดยการอ่านและฝึกฝนทักษะใหม่อยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้สาระ 35 อุปนิสัยมุ่งสู่ผู้มีประสิทธิภาพ ในทศวรรษนี้ เราต่างรู้จักชื่อเสียงและเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเหล่าคนดังที่ประสบความสำเร็จข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็น Steve Jobs, Hillary Clinton, ประธานาธิบดี Obama และ Mark Zuckerberg เขาเหล่านี้ทำสิ่งต่างๆมากมายคล้ายกับว่าวันๆหนึ่งของพวกเขามี 30 ชม. แต่เปล่าเลย เขาก็มีเวลา 24 ชม.ต่อวันเหมือนกับพวกเรานั่นแหละ หากแต่พวกเขาใช้เวลาทุกนาทีไปกับการทำสิ่งที่เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างประสิทธิภาพให้เกิดขึ้นกับตัวเองในทุกๆวัน

5. ไม่จมอยู่กับความล้มเหลว คนเหล่านี้มอง “ความล้มเหลว” คือส่วนหนึ่งของการเติบโต มันคือโอกาสอย่างหนึ่งที่จะทำให้เรียนรู้เพื่อก้าวไปข้างหน้า และพวกเขาเชื่อว่า ไม่ว่าจะล้มอีกกี่ครั้ง ทุกครั้งที่ลุกขึ้นมาใหม่ คุณจะแข็งแกร่งกว่าเดิม!

6. หมั่นดูแลสุขภาพ ไม่เพียงแต่พัฒนาตนเองเพียงด้านเดียวเท่านั้น บุคคลเหล่านี้ยังเน้นการรักษาสุขภาพ โดยกินอาหารที่เป็นประโยชน์ และออกกำลังกายจนเป็นกิจวัตรประจำวัน เพราะคงไม่มีประโยชน์อะไรหากคุณประสบความสำเร็จหรือร่ำรวยมหาศาล แต่มีร่างกายที่อ่อนแอ

7. ทำแต่พอประมาณ การทำอะไรที่มากไปหรือน้อยไปย่อมไม่ดีทั้งนั้น ทุกสิ่งต้องอยู่ในลักษณะสมดุล ทำกิจกรรมแต่ละอย่างในปริมาณที่พอเหมาะ เช่น ทำงาน, ออกกำลังกาย, รับประทานอาหาร, ดูทีวี, อ่านหนังสือ เป็นต้น รู้จักแบ่งเวลาให้เป็นสัดส่วนอย่างพอเหมาะพอควร

8. ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง อย่ารีรอที่จะลงมือทำ คนที่ประสบความสำเร็จไม่เคยรีรอเวลาหรือคอยจังหวะและโอกาส พวกเขาลงมือทำทันทีที่ทำได้ เพราะเวลาของพวกเขานั้นมีค่าเกินกว่าจะมารีรอ ทุกครั้งที่เกิดความคิดดีๆ พวกเขามักจะพูดว่า “Do it now” คือ ลงมือทำตอนนี้เลย

9. คิดบวก ลองพิจารณาบุคคลประสบความสำเร็จใกล้ตัวคุณว่าเขาเป็นคิดแง่บวกหรือแง่ลบ? ส่วนใหญ่บุคคลเหล่านี้มักคิดในแง่บวก กระตือรือร้น มีพลังเปี่ยมล้น และมีความสุข คนเหล่านี้เลือกที่จะมองโลกในแง่ดี ทั้งกับตัวเอง ผู้อื่น แม้ว่าจะมีปัญหาเข้ามามากเพียงใด การคิดบวกจะทำให้เรามีสติที่คิดจะแก้ไขมัน

10. อ่านหนังสือให้เป็นประจำ การอ่านจะเป็นส่วนผลักดันให้คุณประสบความสำเร็จในชีวิต สร้างลักษณะนิสัยที่ดีด้วยการอ่านหนังสืออย่างน้อยวันละ 30 นาที และเพิ่มขึ้นทุกๆวัน เพื่อให้เป็นนิสัย ทุกครั้งที่คุณอ่านหนังสือ คือการเติมความรู้ และพัฒนาศักยภาพของตนเองขึ้นไปเรื่อยๆ

11. พูดให้น้อยลง ฟังให้มากขึ้น เมื่อคุณเป็นผู้ฟัง เท่ากับว่าคุณกำลังเรียนรู้ จงเป็นผู้ฟังให้มากกว่าเป็นผู้พูด นอกจากนี้การฟังยังช่วยให้คุณจับใจความถึงสาระสำคัญของคู่สนทนา เพื่อให้คุณได้คิดก่อนพูด ตรงประเด็นในทุกๆการสนทนา

12. ออมเงินให้เป็นนิสัย แม้บางคนจะรวยจนเงินเหลือใช้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยไปกับของที่ไม่เกิดประโยชน์ พวกเขามักจะกันเงินประมาณ 10-20% เพื่อเป็นเงินออมเสมอ Warren Buffet เคยกล่าวว่า “อย่าออมจากเงินที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่ต้องใช้จ่ายจากเงินที่เหลือจากการออม”

ที่มา>>>Sanook

ฟินลดร้อน DIY สระว่ายน้ำเก๋ๆ จากไม้พาเลทเพียง 9 ชิ้น

ฟินลดร้อน DIY สระว่ายน้ำเก๋ๆ จากไม้พาเลทเพียง 9 ชิ้น

เชื่อว่าหลายคนคงหาสารพัดวิธีคลายร้อนสำหรับหน้าร้อนที่ยังไม่จบสิ้น แต่สำหรับคราวนี้ Sanook! Home นำเสนอวิธีคลายร้อนซึ่งเป็นไอเดียสร้างสระว่ายน้ำที่เชื่อว่าหลายคนคิดอยากทำ แต่ก็ติดขัดตรงที่คิดว่าทำไม่ได้ มันยาก ใช้เงินเยอะ แต่อะไรๆ มันก็เป็นไปได้ค่ะ สำหรับสระว่ายน้ำ DIY ที่จะนำเสนอวิธีทำต่อไปนี้นั้นใช้แค่ไม้พาเลทจากเพจ Torben Jung ลองดูค่ะว่ามันไม่ได้ทำยากเลย

1.เริ่มต้นจากการนำผ้าใบผืนใหญ่มาปูไว้ตรงบริเวณที่ตั้งใจจะสร้างสระว่ายน้ำ จากนั้นนำพาเลทวางเรียงต่อกันเพื่อเป็นโครงสร้างสำหรับทำสระว่ายน้ำ ซึ่งเจ้าของไอเดียใช้พาเลทเพียงแค่ 9 ชิ้น หากใครต้องการสระว่ายน้ำที่มีขนาดใหญ่กว่านี้สามารถเพิ่มจำนวนพาเลทได้

2.ใช้สายรัดเชื่อมพาเลทแต่ละชิ้นเข้าด้วยกัน

3.จากนั้นปิดช่องโหว่ เชื่อมพาเลทโดยการใช้ผ้าเช็ดตัววางทับไปเรื่อยๆ เพื่อซับน้ำ

4.ก่อนจะใช้ผ้าใบกันน้ำวางทับเหนือผ้าเช็ดตัวอีกรอบเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำรั่ว

5.จากนั้นเทน้ำใส่ลงไป เป็นอันได้สระว่ายน้ำส่วนตัวที่ทำได้ง่ายแสนง่าย

ที่มา>>>Sanook

ยาหมดอายุ ดูยังไง? ทานแล้วเป็นอันตรายหรือไม่?

ยาหมดอายุ ดูยังไง? ทานแล้วเป็นอันตรายหรือไม่?

นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การ เภสัชกรรม (อภ.) แนะวิธีดูวันหมดอายุของยาว่า เป็นวันที่คาดว่าตัวยาสำคัญที่ใช้ในการรักษาโรคของยานั้นๆ เหลือปริมาณน้อยกว่า ร้อยละ 90 ของปริมาณที่กำหนดในสูตรตำรับนั้นๆ ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพและปลอดภัยในการใช้ยา ควรสังเกตว่ายาต่างๆ ที่ได้รับนั้นหมดอายุหรือยัง เนื่องจากหากใช้ยาที่หมดอายุหรือเสื่อมคุณภาพ นอกจากจะไม่มีผลในการรักษายังอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

การสังเกตวันหมดอายุของยาเป็นหลักการเดียวกันกับอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันที่เราคุ้นเคย โดยทั่วไปการกำหนดวันหมดอายุจะขึ้นกับประเภทของยา เช่น ยาเม็ดจะไม่เกิน 5 ปี และยาน้ำ 2-3 ปี นับจากวันผลิต อย่างไรก็ตาม การกำหนดอายุยาอาจแตกต่างไปจากนี้ได้ โดยผู้ผลิตจะพิจารณาจากสารเคมีที่ใช้ ข้อมูลการทดสอบความคงตัว หรือส่วนประกอบที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละบริษัท ซึ่งจะพบวันผลิต manufacturing date หรือ mfd.date และวันหมดอายุ exp.date, exp, expiring, use by หรือ use before บางครั้งก็อาจใช้คำว่า ยาสิ้นอายุ สามารถดูข้อมูลเหล่านี้จากกล่องบรรจุ ฉลากยา หรือบนแผงยา ตำแหน่งมักเป็นบริเวณด้านยา หรือบนแผงยา ตำแหน่งมักเป็นบริเวณด้านใต้กล่อง หรือด้านล่างฉลาก

Super macro of medical pills

สำหรับการอ่านวันหมดอายุแบบไทยๆ จะเริ่มจากวัน เดือน ปี อาจจะ พ.ศ. หรือ ค.ศ. ก็ได้ แต่ถ้ามีเฉพาะเดือน และปี ให้นับวันสุดท้ายของเดือนนั้นๆ เป็นวันหมดอายุ เช่น exp. date 27/2/2555 หมายถึง วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 หรือ exp. date 17.2.13 หมายถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2013 หรือ exp.04/14 หมายถึงวันที่ 30 เดือนเมษายน ค.ศ.2014 เป็นต้น

ส่วนยาที่แบ่งบรรจุ หรือยาที่เปิดใช้แล้ว หากมีการเปิดใช้ หรือนำยามาแบ่งจากภาชนะเดิม เช่น ยานับเม็ด หรือครีมที่ป้ายมาจากกระปุกใหญ่ ยาน้ำในขวดพลาสติก จะส่งผลให้วันหมดอายุของยาเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่วันหมดอายุที่กำหนดโดยบริษัทผู้ผลิต ซึ่งวันหมดอายุของยาเหล่านี้จะต้องกำหนดวันหมดอายุขึ้นใหม่ โดยนับจากวันที่แบ่งบรรจุ 1 ปี ซึ่งถ้าได้รับจากสถานพยาบาลก็แบ่งบรรจุ 1 ปี ซึ่งถ้าได้รับจากสถานพยาบาลก็จะมีการระบุไว้เช่นกัน ดังนั้นหากเหลือยาเก็บไว้ที่บ้านไม่รู้ว่าจะหมดอายุเมื่อไร ไม่มีการเขียนไว้ก็อาจพิจารณาจากวันที่บนฉลากยาหรือซองที่ระบุวันที่ได้รับมา หากยาเม็ดเกิน 1 ปี หรือยาน้ำเกิน 6 เดือนก็ให้ทิ้งไปไม่ควรใช้ต่อ

1277705292

อย่างไรก็ตาม หากพบว่าแม้ไม่ถึง 1 ปี หรือก่อนกำหนดเวลาแต่ยาเสื่อมสภาพ เม็ดยากร่อน ร่อน ยาน้ำสีเปลี่ยน มีกลิ่นผิดไป เหม็น เขย่าไม่เข้ากันเป็นเนื้อเดียว หรือครีมแยกชั้นควรทิ้งโดยแยกใส่ถังขยะอันตรายเท่านั้น

อีกกรณีหนึ่ง คือยาเหลือใช้ที่มีอยู่ในครัวเรือนไม่ว่าจะเป็นยาที่แพทย์จ่ายหรือยาที่ซื้อจากร้านขายยาแล้ว ยาที่ผู้ป่วยไม่ได้ใช้ตามที่แพทย์สั่ง ยาที่ใช้สำหรับรักษาตามอาการแต่ปัจจุบันไม่มีอาการดังกล่าว เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือเป็นยาที่ได้มาซ้ำซ้อน ไม่ควรใช้ยาดังกล่าวกับบุคคลในครอบครัวหรือผู้อื่น แม้จะมีอาการคล้ายกับที่เราเคยป่วยแต่อาการของจะมีอาการคล้ายกับที่เราเคยป่วยแต่อาการของโรคอายุของผู้ป่วยการแพ้ยาของแต่ละคนจะแตกต่างไม่เหมือนกัน อาจส่งผลร้ายในการใช้ยา ดังนั้น ควรปรึกษาเภสัชกรประจำร้านยา หรือพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคจะเกิดผลดีต่อการรักษาอาการ

ที่มา>>>Sanook

แม่หัวใจยิ่งใหญ่ ลาออกจากงาน-ขายบ้าน เพื่อปลูกต้นไม้นับล้านสานฝันลูกผู้ล่วงลับ

 * แม่หัวใจยิ่งใหญ่ ลาออกจากงาน-ขายบ้าน เพื่อปลูกต้นไม้นับล้านสานฝันลูกผู้ล่วงลับ *

ปลูกต้นไม้นับล้าน

เผยเรื่องราวแม่หัวใจยิ่งใหญ่ ลาออกจากงาน-ขายบ้าน ทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตให้กับการปลูกต้นไม้นับล้านต้น เพื่อสานฝันลูกชายผู้ล่วงลับ ตั้งเป้าจะปลูกให้ได้ 2 ล้านต้นใน 20 ปี

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559 เว็บไซต์ Women of China เผยเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของหัวใจคนเป็นแม่ เมื่อคุณแม่ชาวจีนรายหนึ่ง ได้ใช้เวลา 12 ปีที่ผ่านมา ทุ่มเทปลูกต้นไม้มากกว่า 1 ล้านต้น เพื่อเป็นการสานฝันรักษ์โลกของลูกชายผู้ล่วงลับ
หญิงรายนี้เธอมีชื่อว่า ยี่ จี้ฟาง เป็นคุณแม่วัย 67 ปีจากเซี่ยงไฮ้ เธอได้สูญเสียลูกชาย หยาง รุ่ยเจ๋อ ไปด้วยอุบัติเหตุเมื่อปี 2543 ขณะที่นายหยางกำลังเรียนอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น การจากไปของลูกชายอันเป็นที่รักนำความเศร้าโศกเสียใจมายังผู้เป็นแม่อย่าง มาก แต่แล้วหลังจากนายหยางเสียชีวิตไปได้ช่วงหนึ่ง สิ่งที่เขาเคยพูดกับแม่ก็ได้ปรากฏชัดขึ้นในความคิดของแม่อีกครั้ง

ปลูกต้นไม้นับล้าน

นางยี่จำได้แม่นว่า ครั้งหนึ่งลูกชายเธอเคยบอกเธอว่า ถ้าเข้ากลับมาจีนแผ่นดินเกิดเมื่อไร เขาจะอุทิศตนเพื่อการทำประโยชน์ใหญ่หลวง นั่นคือการปลูกต้นไม้ เปลี่ยนผืนดินโล่งเตียนให้กลายเป็นผืนป่า นางยี่จึงเริ่มมีความคิดที่จะสานฝันของลูกชายที่ยังไม่มีโอกาสได้ทำก่อนเสีย ชีวิต

จากนั้นเมื่อปี 2547 โปรเจคท์ปลูกต้นไม้เปลี่ยนโลกเป็นสีเขียวก็เริ่มต้นขึ้น นางยี่ทุ่มเทสุดตัวสุดชีวิต เธอตัดสินใจลาออกจากงานและขายบ้านของตัวเอง พร้อมกับเอาเงินประกันชีวิตและค่าชดเชยอุบัติเหตุของลูกชายมาใช้ในโปรเจคท์ นี้ โดยมี หยาง อันไถ้ สามีของเธอร่วมสานฝันลูกชายด้วยเช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม แม่หัวใจยิ่งใหญ่ ลาออกจากงาน-ขายบ้าน เพื่อปลูกต้นไม้นับล้านสานฝันลูกผู้ล่วงลับ

ธปท. แนะวิธีตรวจสอบแบงก์ 1,000 ปลอม หลังพบระบาด-เหมือนจริงมาก

 * ธปท. แนะวิธีตรวจสอบแบงก์ 1,000 ปลอม หลังพบระบาด-เหมือนจริงมาก *

วิธีดูแบงค์ปลอม

ธปท. แนะวิธีตรวจสอบธนบัตร จริงหรือปลอม เพียงแค่สัมผัส-ส่องดู-ตะแคงข้าง หลังพบแบงก์ 1,000 ปลอม ระบาด-เหมือนจริงมาก

วันที่ 16 มีนาคม 2559 เพจ เที่ยงวันทันเหตุการณ์ รายงานว่า นายวรพร ตั้งสง่าศักดิ์ศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการสายออกบัตรธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยถึงกระแสข่าว พบธนบัตรปลอมชนิด 1,000 บาท ที่มีความเหมือนจริงทุกประการ เว้นเพียงมีภาพครุฑไม่สมบูรณ์ โดยชี้แจงว่า ในการตรวจสอบธนบัตรว่าเป็นของจริงหรือปลอมนั้นจะต้องตรวจสอบลักษณะต่อต้านการปลอมแปลงหลายจุดประกอบกัน ซึ่งหากพบว่าทุกจุดมีความถูกต้อง ธนบัตรดังกล่าวก็เป็นธนบัตรจริง แต่อาจเป็นธนบัตรชำรุด ซึ่งประชาชนสามารถนำไปแลกเปลี่ยนได้ที่ธนาคารออมสินหรือธนาคารพาณิชย์

อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถทำการตรวจสอบธนบัตรได้ด้วยตนเองง่าย ๆ 3 วิธี ดังนี้

1. การสัมผัส : เนื้อกระดาษธนบัตร เป็นกระดาษชนิดพิเศษ มีความเหนียว แกร่ง ทนต่อการพับดึง และให้ความรู้สึกแตกต่างจากกระดาษทั่วไป และเมื่อสัมผัสตัวเลขแจ้งราคา กับคำว่ารัฐบาลไทย จะรู้สึกสะดุดกับหมึกพิมพ์

2. การยกส่อง : เมื่อยกธนบัตรส่องกับแสงสว่าง จะเห็นลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ในเนื้อกระดาษอย่างชัดเจนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงรูปลายไทยขนาดเล็กที่มีความโปร่งแสงเป็นพิเศษ และแถบสีโลหะฝังอยู่ในเนื้อกระดาษ บนแถบมีตัวเลขและตัวอักษรแจ้งชนิดราคา

3. การพลิกเอียง : บริเวณมุมของธนบัตร พิมพ์ด้วยหมึกพิมพ์ชนิดพิเศษ เมื่อพลิกธนบัตรไปมาสีของตัวเลขจะเปลี่ยนสลับจากสีหนึ่งเป็นอีกสีหนึ่งได้

สามารถอ่านวิธีสังเกตธนบัตรเพิ่มเติมได้ที่ bot.or.th

ทั้งนี้หากผู้ใดมีข้อสงสัยเพิ่มเติม โปรดติดต่อมาที่ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน โทรศัพท์ 1213 หรือ แผนกวิเทศสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์ สายออกบัตรธนาคาร โทรศัพท์ 0-2356 8687-90

ภาพและข้อมูลจาก เพจ เที่ยงวันทันเหตุการณ์, bot.or.th

ไม้ดีมีประโยชน์ ‘หว้า’ยาต้านมะเร็ง

หว้า

หว้าเป็นพรรณไม้ยืนต้น มีต้นกำเนิดในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉลียงใต้ได้แก่ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย มีชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium cumini (L.) Skeels จัดอยู่ในวงศ์ชมพู่ ชาวฮินดูจะเรียกว่า “จามาน” หรือ “จามูน” ลักษณะ ลำต้นสูง 10-35 เมตร เปลือกต้นค่อนข้างเรียบสีน้ำตาล ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปไข่หรือรูปรี กว้าง 3-7 เซนติเมตร ยาว 8-14 เซนติเมตร มีจุดน้ำมันที่บริเวณขอบใบ ดอกช่อ สีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ออกที่ซอกใบหรือปลายยอด ฐานรองดอกเป็นรูปกรวย กลีบเลี้ยง 4 กลีบ กลีบดอก 4 กลีบ เกสรตัวผู้มีจำนวนมาก ออกดอกและติดผลราวเดือนธันวาคม-มิถุนายน ผลเป็นผลสด มีสีม่วงดำผิวเรียบมัน มีขนาด 1 เซนติเมตร ผลแก่ราวเดือนพฤษภาคม เมล็ด มี 1 เมล็ดมีคุณค่าทางโภชนาการสูงอุดมไปด้วยวิตามินซีและแร่ธาตุ นิยมนำผลสุกมารับประทานเป็นผลไม้ มีสรรพคุณทางยา ช่วยย่อยอาหาร ลดการจับตัวของลิ่มเลือดและต้านมะเร็ง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเมล็ด