เอไอเอสยอมเซ้งต่อคลื่นแจส กสทช.จ่อชงใช้ ม.44 กู้หน้าไร้เงาผู้ประมูล

เอไอเอส” ยอมซื้อคลื่นแจสต่อราคา 75,654 ล้านบาท แต่ขอคุยผู้ถือหุ้นก่อน คาด 2 เดือนรู้ผล พร้อมยื่นเงื่อนไขขอใช้คลื่นต่อก่อนจ่ายเงิน ลุ้นบอร์ด กสทช.ชงใช้ ม.44 เรียกผู้เสนอราคาเป็นอันดับ 2 มาเจรจา หวั่นเมินร่วมประมูลคลื่น 900 ใหม่ จับตา “พิชญ์” โผล่หัวแก้ตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วันนี้ (5 เม.ย.) จะพิจารณาอนุมัติร่างหลักเกณฑ์การประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 10 เมกะเฮิรตซ์ใหม่ เนื่องจากบริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ไม่มาชำระเงินค่าประมูล 75,654 ล้านบาท โดยร่างหลักเกณฑ์การประมูลใหม่มีรายละเอียดดังนี้ ราคาเริ่มต้นที่ 75,654 ล้านบาท มีผู้สนใจเข้าร่วมประมูลรายเดียวกัน ก็สามารถเปิดประมูลได้ แต่ผู้เข้าร่วมประมูลต้องเคาะราคายืนยันเพื่อเป็นผู้ชนะประมูล การกำหนดวางหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกวาง 5%หรือ 3,783 ล้านบาทของราคาเริ่มต้นการประมูล ส่วนที่เหลือ 15% วงเงิน 11,348 ล้านบาท จะต้องชดใช้ค่าเสียหายกรณีไม่มาชำระค่าประมูลตามกำหนด โดยจะนำไปเปิดเวทีรับฟังความเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) ในวันที่ 22 เม.ย.59 นี้

ทั้งนี้ การพิจารณาร่างหลักเกณฑ์การประมูลใหม่ จะพิจารณาควบคู่ไปกับข้อเสนอของหลายหน่วยงานที่ให้ กสทช.นำระเบียบพัสดุแห่งชาติมาใช้ ด้วยการเรียกผู้เสนอราคาเป็นอันดับ 2 มาเจรจา แต่ต้องทำเรื่องเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุมัติ เนื่องจาก กสทช.ไม่มีอำนาจในการดำเนินการ ดังนั้นจึงต้องเสนอ คสช.ออกประกาศ ด้วยการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 นั้น เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะหากไม่มีเอกชนรายใดสนใจเข้าร่วมประมูล กสทช.จะต้องเก็บคลื่นดังกล่าวไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี ซึ่งอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ฉะนั้นควรนำคลื่นนั้นมาจัดสรรใหม่ หรือเรียกเอกชนที่เสนอราคาเป็นอันดับ 2 มาเจรจา โดยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้หารือกันเพื่อหาทางออกกรณีดังกล่าว เพราะไม่ต้องการให้ประเทศเสียประโยชน์ หากไม่มีเอกชนรายใดสนใจเข้าร่วมประมูลอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา นายสุทธิชัย ชื่นชูศิลป์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการ กสทช.ในนามตัวแทนบริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือเอดับบลิวเอ็น ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ในฐานะผู้เข้าร่วมประมูล 4 จี คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ระบุ ขอให้ กสทช.พิจารณาจัดสรรคลื่นความถี่ที่แจส โมบายประมูลได้แต่ไม่ได้มาชำระเงินให้แก่เอไอเอส (ในนามเอดับบลิวเอ็น) เนื่องจากหากนำคลื่นออกมาประมูลใหม่โดยใช้ราคาที่แจสโมบายประมูลได้ คาดว่าจะไม่มีผู้สนใจ

โดยเอไอเอสนั้น ยินดีที่จะรับช่วงคลื่นในราคาสุดท้ายที่แจสโมบายชนะประมูลที่ 75,654 ล้านบาท แม้ความจริงแล้วต้องการคลื่นในย่านที่บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล จำกัด ในเครือกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ชนะการประมูลได้ไปมากกว่า โดยยินดีที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขการประมูลของผู้ชนะทุกประการ ทั้งการชำระเงิน 4 งวด การวางหนังสือค้ำประกัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หลัง กสทช.อนุมัติให้เอไอเอสรับช่วงคลื่นดังกล่าวได้แล้ว เอไอเอสจะต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาและขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นก่อน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนจากนี้ เพื่อได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นแล้ว จึงจะสามารถชำระเงินค่าประมูลได้ ซึ่งในระหว่างนี้เอไอเอสขอให้ กสทช.พิจารณาให้ความคุ้มครองหรือกำหนดมาตรการใดๆ ที่ให้ลูกค้า 2 จี บนคลื่น 900 เดิมซึ่งเป็นลูกค้าของเอไอเอส อันมีอยู่ 400,000 เลขหมาย และมีที่ใช้บริการโรมมิ่ง (ใช้เครือข่ายร่วม) อีกราว 7.8 ล้านเลขหมาย สามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง โดย กสทช.ต้องมีมาตรการก่อนวันที่ 5 เม.ย. เพื่อเอไอเอสจะได้ไม่ต้องเริ่มโรมมิ่ง (ใช้เครือข่ายร่วม) กับบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค อันเป็น 1 ในแนวทางแก้ปัญหาไม่ให้ลูกค้าซิมดับ

นอกจากนั้น กสทช.ยังต้องกำหนดมาตรการหรือดำเนินการป้องกันปัญหาการรบกวนการใช้งานในคลื่นความถี่ที่เอไอเอสจะรับช่วงตลอดระยะเวลาใบอนุญาต เพื่อไม่ให้เอไอเอสต้องสูญเสียผลประโยชน์และได้รับผลกระทบจากการใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คลื่นในช่วงของแจสโมบายนั้น ไม่ใช่คลื่นที่เอไอเอสแข่งประมูลราคาสุดท้าย เนื่องจากเป็นคลื่นที่ติดกับย่านของดีแทค เสี่ยงต่อการถูกรบกวน โดยเอไอเอสแข่งขันในคลื่นช่วงที่ทรูชนะประมูลไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันนี้ (5 เม.ย.) เครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค จะไปยื่นหนังสือถึง กสทช. เพื่อให้ กสทช.เร่งรัดการจัดสรรคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องเอาผิดแจส โมบาย กรณีประมูลในราคาสูงแล้วไม่มาชำระเงิน ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการทำงาน พิจารณาความรับผิดกรณีแจส โมบาย ไม่มาชำระเงินค่าประมูล โดยล่าสุดทางผู้บริหาร แจส โมบาย ได้แจ้งว่า นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แจส โมบาย จะมาชี้แจงคณะทำงานด้วยตัวเอง หลังจากที่ไม่เคยติดต่อ กสทช.ในกรณีไม่นำเงินประมูลมาชำระแต่อย่างใด.

ที่มา>>>Thairath

โมโตจะกลับมา! เลอโนโวพลิกกลยุทธ์ขาย หวังสิ้นปีขายไม่ต่ำกว่าล้านเครื่อง

โมโต

เลอโนโวเผยแผนธุรกิจสมาร์ทโฟน ตั้งเป้าปีนี้ขายล้านเครื่อง เผยเตรียมดึงแบรนด์โมโตกลับมาทำตลาดอีกครั้ง เปิดตัวภายในเดือนนี้…

นายทวนทอง ศรีวิเชียร ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฝ่ายผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน บริษัท เลอโนโว ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถจำหน่ายสมาร์ทโฟนได้ 5 แสนเครื่อง คิดเป็นอัตราการเติบโตราว 50% จากปีก่อนหน้า ทำให้บริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 2-3% ซึ่งสัดส่วนการจำหน่ายนั้นแบ่งเป็นกรุงเทพฯ 60% ต่างจังหวัด 40% และคาดว่าในปีนี้จะมีสัดส่วนเปลี่ยนเป็น 50% ต่อ 50% จากการขยายช่องทางจัดจำหน่าย การขยายตลาดไปยังต่างจังหวัด รวมถึงความร่วมมือกับลาซาด้าในการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งบริษัทมีการพิจารณาขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ร่วมกับผู้ให้บริการรายอื่นด้วย

“เราเริ่มขยายช่องทางจำหน่ายผ่านออนไลน์เมื่อกลางปีที่แล้ว ด้วยสมาร์ทโฟนรุ่น A7000 ซึ่งเป็นดีลพิเศษจำหน่ายบนลาซาด้าเท่านั้น และได้ผลตอบรับค่อนข้างดีโดยสามารถจำหน่ายได้ราว 40,000 เครื่อง นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับผู้ให้บริการเครือข่าย (โอเปอเรเตอร์) อย่างทรูมูฟ เอช ซึ่งสามารถเพิ่มยอดจำหน่ายให้บริการได้เป็นอย่างมาก”

สำหรับในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าเพิ่มอัตราการจำหน่ายสมาร์ทโฟนขึ้นอีกเท่าตัว จากเดิม 5 แสนเครื่อง เป็น 1 ล้านเครื่อง โดยจะมีการทยอยตัวรุ่นใหม่ทุกไตรมาส ไตรมาสละ 1-2 รุ่น ซึ่งบริษัทจะเน้นการทำตลาดในกลุ่มราคาระดับล่าง-กลาง ด้วยราคา 2,000-8,000 บาท พร้อมทำตลาดสมาร์ทโฟน 4จี ราคาต่ำกว่า 3,000 บาทออกมาอย่างต่อเนื่อง จากที่ปัจจุบันมีรุ่น True Lenovo 2010 ในราคา 2,990 บาทแล้ว ขณะเดียวกันก็จะมีการจัดโปรโมชั่นและสนับสนุนช่องทางจัดจำหน่ายหลากหลาย รวมถึงมีความร่วมมือกับโอเปอเรเตอร์อย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนเลอโนโวให้เป็นไปตามเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผู้บริโภคชาวไทยยังคงมีกำลังซื้อสำหรับสมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่อง จากการจับจ่ายเพื่อเปลี่ยนเครื่องใหม่ รองรับเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงรองรับการใช้งาน 4จี ที่มีการเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ซึ่งเชื่อว่าในปีนี้ ภาวะการแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนของประเทศไทยยังคงเน้นด้านราคาเป็นหลัก ทั้งยังมีการทยอยเปิดตัวแบรนด์ใหม่ๆ จากจีนเพื่อช่วงชิงลูกค้า โดยในปีที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายมือถือในประเทศไทยอยู่ที่ 18 ล้านเครื่อง คาดว่าในปีนี้จะเพิ่มเป็น 20 ล้านเครื่อง หากเลอโนโวมียอดจำหน่ายตามเป้าหมายที่วางไว้ก็จะทำให้มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 5%

นอกจากนี้ ตัวแทนจากเลอโนโว ยังได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจสมาร์ทโฟนของแบรนด์โมโตโรล่า โดยระบุว่า ภายในเดือนมีนาคมนี้ เลอโนโวจะนำเสนอสมาร์ทโฟนแบรนด์โมโตออกสู่ตลาดอีกครั้ง ขอยืนยันว่าเลอโนโวและโมโตจะไม่หายไปจากตลาดสมาร์ทโฟนอย่างแน่นอน แต่จะกลับมาทำตลาดร่วมกัน แต่จะแบ่งสายผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน โดยเลอโนโวจะมุ่งเน้นที่สมาร์ทโฟนราคาระดับล่าง-กลาง ขณะที่โมโตจะเน้นสินค้าราคากลางขึ้นไป หรือตั้งแต่ 8,000 บาทขึ้นไป เนื่องจากทั้ง 2 แบรนด์มีจุดยืนที่แตกต่างกันในสายผลิตภัณฑ์ ซึ่งเชื่อว่าการจำหน่ายเลอโนโวและโมโตจะช่วยให้บริษัทสามารถเติบโตและมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ในอันดับ 3-4 ของผู้นำตลาดได้ในทุกประเภทที่ทำตลาด

ส่วนงบการทำตลาดนั้น จะมีการปรับเพิ่มขึ้นประมาณเท่าตัว จากเดิมที่ใช้งบประมาณราว 70-80 ล้านบาท เพื่อทำตลาดให้กับแบรนด์เลอโนโว ซึ่งในปีนี้จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณเท่าตัวเนื่องจากมีการทำตลาดร่วมกันทั้งแบรนด์เลอโนโวและโมโต.

ที่มา>>>Thairath

NASA เตรียมสร้างเครื่องบินเจ็ทเร็วเหนือเสียง แต่เงียบกริบ แทนที่คองคอร์ด

 * NASA เตรียมสร้างเครื่องบินเจ็ทเร็วเหนือเสียง แต่เงียบกริบ แทนที่คองคอร์ด *

เครื่องบินเจ็ทเร็วเหนือเสียง

NASA ผุดโปรเจคท์สร้างเครื่องบินเจ็ทเร็วเหนือเสียง ที่บินได้เงียบสนิทเท่าเสียงหัวใจเต้น ไม่ส่งเสียงคำรามยามแหวกอากาศ คาดจะเข้ามาทดแทนคองคอร์ดที่ถูกปลดระวางไป

วันที่ 1 มีนาคม 2559 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NASA ได้เผยโปรเจคท์ล่าสุดที่กำลังมุ่งพัฒนา สร้างเครื่องบินเจ็ทที่มีความเร็วเหนือเสียง หรือซูเปอร์โซนิคเจ็ท แต่บินได้เงียบกริบราวเสียงหัวใจเต้น โดยทาง Commercial Supersonic Technology Project ของนาซาได้เลือก Lockheed Martin บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินระหว่างประเทศชั้นนำของอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ชนะในการออกแบบรูปร่างของเครื่องบิน เป็นผู้รับผิดชอบในการผลิตสร้างต้นแบบเจ็ทความเร็วเหนือเสียง ซึ่งเรียกว่า Quiet Supersonic Technology หรือ QueSST ขึ้นให้เป็นรูปเป็นร่าง โดยมอบงบประมาณ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 700 ล้านบาท) มีกำหนดระยะเวลาการทำงาน 17 เดือน

โดยเจ็ทเร็วเหนือเสียงรุ่นต้นแบบ หรือ QueSST ลำนี้ จะเป็นเครื่องบินลำแรกของตระกูล X-planes (อันย่อมาจาก experimntal planes หรือเครื่องบินรุ่นทดลองของนาซา) ของปีงบประมาณ 2560 ตามโปรเจคท์ New Aviation Horizons อันเป็นโครงการมุ่งวิจัยนวัตกรรมเพื่ออากาศยานที่ประหยัดพลังงาน พร้อมปลดปล่อยมลพิษและเสียงรบกวนต่ำ

QueSST จะถูกนำไปใช้ศึกษาเพื่อปรับปรุงพัฒนาให้กลายเป็นเครื่องบินเจ็ทโดยสาร โดยนาซาคาดว่า เจ็ทเร็วเหนือเสียงในขนาดที่ย่อส่วนลงมาอีกราวครึ่งหนึ่ง จะสามารถบินทดสอบได้ในปี 2020

“การพัฒนา ผลิต และทดสอบเครื่องบิน X-plane ที่เร็วเหนือเสียงแต่เงียบสนิท คือก้าวต่อไปของเราเพื่อเปิดให้อุตสาหกรรมการบินมีเครื่องบินท่องเที่ยวความเร็วสูงบริการแก่ผู้คน” ไจวอน ชิน รองผู้บริหารส่วน Aeronautics Research Mission ของนาซา กล่าว

ทั้งนี้ เครื่องบินเจ็ทความเร็วสูงที่โลกรู้จักเป็นอย่างดี ก็คือ เครื่องบินคองคอร์ด ซึ่งถูกนำมาใช้งานครั้งแรกในปี 2519 และถูกปลดระวางไปในปี 2546

ภาพจาก Lockheed Martin / NASA