ผงะคนงานก่อสร้างพบโครงกระดูกมนุษย์ คาดศพสึนามิ!

ผงะคนงานก่อสร้างโรงแรมย่านเขาหลัก จ.พังงา พบโครงกระดูกมนุษย์ฝังไว้ใต้ผืนทรายประมาณ 50 ซม. ในสภาพนอนตะแคง เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบหาญาติ หวั่นเป็นศพสึนามิเมื่อ 11 ปีที่แล้ว

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.59 ร.ต.อ.หญิง ปาลิตา กางสิ่ว ร้อยเวร สภ.เขาหลัก ร.ต.อ.ศิริณัฐ สาริพัฒน์ สวป.สภ.เขาหลัก พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกู้ภัยเขาหลัก ได้ไปตรวจสอบแคมป์คนงานก่อสร้าง หลังได้รับแจ้งจากคนงานก่อสร้างที่แคมป์ก่อสร้างโรงแรมระดับห้าดาว บ้านบางเนียง หมู่ที่ 5 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ได้ขุดพบโครงกระดูกมนุษย์จมอยู่ใต้ผืนทราย ขณะกำลังขุดทรายออกเพื่อทำเป็นแนวกำแพงรั้ว เมื่อไปถึงพบ คนงานก่อสร้างกำลังมุงดูโครงกระดูกที่พบด้วยความสนใจ กู้ภัยเขาหลักจึงได้ทำการเก็บชิ้นส่วนโครงกระดูกนำมาไว้ข้างบนถนน พบเป็นชิ้นส่วนโครงกระดูกตั้งแต่ส่วนเอวลงมาจนถึงขา ส่วนโครงกระดูกตั้งแต่หัวลงมาถึงหน้าอกยังฝังอยู่ใต้ผืนทรายในสภาพนอนตะแคง ซึ่งอยู่ลึกลงไปในผืนทรายประมาณ 50 เซนติเมตรโครงกระดูก1ด้านนายก็อต ลำบัว คนงานก่อสร้างที่พบโครงกระดูก เปิดเผยว่า ตนและเพื่อนคนงานอีก 3 คนกำลังตักทรายบริเวณดังกล่าว และได้เจอท่อนไม้ฝังดินอยู่ตนพยายามเอาออกแต่กับเจอชิ้นส่วนโครงกระดูกส่วนขาฝังอยู่ใกล้ๆ กับรากของต้นสนที่จมผืนทรายอยู่ จึงได้ลองเอามือเขี่ยๆ ดูกับพบชิ้นส่วนกระดูกอีกหลายส่วนรวมทั้งส่วนนิ้วมือด้วย ทีแรกตนไม่แน่ใจว่าเป็นกระดูกของอะไรจึงเรียก รปภ.มาช่วยดู ปรากฏว่าเป็นชิ้นส่วนของมนุษย์จริงๆ จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาหลักให้มาตรวจสอบโครงกระดูกเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาหลัก จะได้ทำการตรวจสอบว่าผู้เสียชีวิตเป็นใคร มาจากไหน หรืออาจจะเป็นศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.47 เพราะศพที่พบมีลักษณะกระดูกใหญ่และมีรากต้นสนพันรอบโครงกระดูก แต่อย่างไรก็ตามจะประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน จ.พังงา ให้มาตรวจสอบหาสาเหตุของการเสียชีวิต และทำการพิสูจน์เพศ อายุของโครงกระดูก ส่วนชิ้นส่วนที่เก็บรวบรวมไว้ได้นั้น ทางกู้ภัยเขาหลักได้นำชิ้นส่วนดังกล่าวไปเก็บไว้ที่ สภ.เขาหลัก เพื่อรอการพิสูจน์ต่อไป.กระดูก2

ที่มา>>>Thairath

คนทยอยเดินทางสงกรานต์! จราจรขึ้นเหนือ รถหนาแน่น เคลื่อนตัวช้า

ประชาชนเดินทางขึ้นเหนือ ช่วงหยุดยาวสงกรานต์วันแรก บรรยากาศโดยรวมคึกคัก! ถ.พหลโยธิน 1 หน้าค่ายจิรประวัตินครสวรรค์ รถเคลื่อนตัวช้า ติดสะสม ตร.เปิดช่องจราจรพิเศษ เร่งระบายรถ ขณะที่ ถ.ทางหลวง 117 นครสวรรค์-พิษณุโลก จราจรหนาแน่น ติดขัดเป็นระยะ …

วันที่ 9 เม.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่จังหวัดนครสวรรค์ บรรยากาศการเดินทางขึ้นสู่ภาคเหนือในเทศกาลสงกรานต์ในวันหยุดแรก โดยตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา บนถนนพหลโยธินหมายเลข 1 ตั้งแต่สี่แยกหน้าค่ายจิรประวัตินครสวรรค์ บริเวณเชิงสะพานเดชาติวงศ์ สามแยกอุทยานสวรรค์ มีการจราจรที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก รถเคลื่อนตัวได้อย่างช้าๆ มีติดสะสมเฉพาะช่วงทางแยกสัญญาณไฟจราจรเท่านั้นขณะที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปิดช่องทางจราจรพิเศษอีก 1 ช่องทางการจราจร บริเวณสะพานเดชาติวงศ์ และปิดสัญญาณไฟจราจรบางจุด พร้อมควบคุมสัญญาณด้วยมือแทนแบบอัตโนมัติ เพื่อเร่งระบายรถให้เดินทางขึ้นสู่ภาคเหนือได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งในส่วนของถนนทางหลวงหมายเลข 117 นครสวรรค์-พิษณุโลก ตั้งแต่บริเวณสามแยกอุทยานสวรรค์ไปจนถึงทางแยกนวมินทร์ มีการจราจรที่หนาแน่นเช่นกัน รถเคลื่อนตัวได้ช้า และติดขัดเป็นระยะ

สำหรับบรรยากาศที่ศูนย์ท่ารถจังหวัดนครสวรรค์ ก็คึกคักเช่นกัน มีประชาชนหอบหิ้วสัมภาระเดินทางมาซื้อตั๋วเพื่อเดินทางขึ้นสู่ภาคเหนือกันเป็นจำนวนมาก.

ที่มา>>>Thairath

หลอน! แม่นาคอุ้มลูกโบกรถริมถนน หวั่นรูปปั้นทำเกิดอุบัติเหตุ

สุดหลอน หุ่นแม่นาคสวมชุดไทยอุ้มลูกน้อย ยืนโบกรถริมทางหลวง กลางป่าเทือกเขาภูพาน ชาวบ้านเผยไม่รู้ว่าใครมาตั้งไว้ด้วยจุดประสงค์อะไร ระบุประหลาดใจไฟป่าเผาชุดแม่นาคก็ไม่ไหม้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สังคมโซเชียลสกลนคร เริ่มมีการส่งต่อภาพถ่ายหุ่นรูปปั้นที่ระบุกันว่าคล้ายกับแม่นาคพระโขนง ยืนอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 213 สายสกลนคร-กาฬสินธุ์ ซึ่งหลังจากมีการแชร์ส่งต่อๆ กันไป ก็มีคอมเมนต์หลากหลายความคิดเห็น วิจารณ์ไปต่างๆ นานาบ้างก็ว่าอาจจะเป็นการกระทำของผู้ไม่หวังดี บ้างก็ว่าอาจเป็นการกระทำที่เกิดจากความเชื่อด้านไสยศาสตร์หรือไม่ บ้างก็ว่าอาจจะเป็นกุศโลบายของใครบางคนที่ต้องการป้องปรามการลักลอบจุดไฟเผาป่าหรือไม่ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวได้เกิดไฟป่าขึ้นเป็นประจำขณะที่ส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่า อาจจะสร้างความหวาดผวาและตื่นตกใจให้กับผู้ใช้รถที่สัญจรผ่านไปมา โดยเฉพาะคนขวัญอ่อน จึงเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนำรูปปั้นดังกล่าวออกไป เนื่องจากเกรงว่าอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปตรวจสอบบริเวณดังกล่าวตามที่ระบุ

โดยรูปปั้นดังกล่าวอยู่บริเวณ ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 26 ใกล้กับอุทยานแห่งชาติภูพาน ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร อยู่ในสภาพยืน มีขนาดความสูงประมาณ 1 เมตร สวมชุดสไบสีชมพูทับด้วยสีน้ำเงิน ส่วนหัวของรูปปั้นทำเป็นผมยาวสีส้ม บริเวณเอวมีผ้าหลากสีสันผูกมัดไว้โดยรอบ มือซ้ายมีลักษณะคล้ายกับกำลังอุ้มลูกน้อย ส่วนมือและแขนขวาที่ยื่นยาวกว่าปกติอยู่ในสภาพชำรุด ยื่นยาวไปข้างหน้าทำทีคล้ายโบกรถอยู่ข้างทาง แต่เมื่อสังเกตที่มือข้างขวาก็พบว่า มือข้างนี้เหมือนตั้งใจทำให้คล้ายสัญลักษณ์ไอเลิฟยู คือชูนิ้วโป้งนิ้วชี้และนิ้วก้อยขึ้นมา ส่วนอีกสองนิ้วคือนิ้วกลางและนิ้วนางพับลง หากผู้ขับขี่รถผ่านไปมาเห็นในตอนกลางวัน ต้องเอะใจไม่น้อยเพราะเห็นเด่นชัดมาก ส่วนกลางคืนคนที่ขวัญอ่อนอาจจะเกิดอาการหวาดผวาก็เป็นได้

สอบถาม นางวรารัตน์ สาสุนันท์ อายุ 39 ปี ชาวบ้านบ่อเดือนห้า ต.โคกภู อ.ภูพาน ซึ่งเปิดเพิงขายของป่าอยู่ริมข้างทาง ห่างจากจุดที่ตั้งของรูปปั้นแม่นาคประมาณ 100 เมตร ทราบว่า รูปปั้นดังกล่าวปรากฏให้เห็นได้ประมาณ 2 ปีแล้ว โดยไม่ทราบว่าใครเป็นผู้นำมาตั้งไว้เพื่อจุดประสงค์อะไร คาดว่าน่าจะนำมาตั้งไว้ในช่วงกลางคืนที่ปลอดจากการพบเห็นของผู้คนละแวกนี้ หรืออาจจะเป็นการนำมาจากพิพิธภัณฑ์หรือจากสถานที่อื่น เนื่องจากรูปปั้นเกิดการชำรุดเสียหาย ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเกิดปัญหาใดๆ ผู้คนที่ขายของในละแวกนี้ก็ทราบกันดี นางวรารัตน์กล่าวอีกว่า ส่วนตัวแล้วไม่ได้หวาดกลัวใดๆ เนื่องจากเห็นจนเป็นเรื่องปกติมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีความคิดลบหลู่ใดๆ ซึ่งก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้างที่เห็นคนมาแวะเวียนดู ที่ผ่านมาไม่ปรากฏว่าแม่นาคมีการแสดงปาฏิหาริย์อะไร แต่ก็เคยรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง โดยเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้เกิดไฟป่าลุกไหม้ต้นไม้น้อยใหญ่ริมทางตลอดแนวที่รูปปั้นตั้งอยู่ ตนเองยังคิดอยู่ในใจว่าเสื้อผ้าของแม่นาคจะต้องถูกไฟไหม้อย่างแน่นอน แต่เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาเดินไปดู กลับพบว่ายังอยู่ปกติดีทั้งตัวรูปปั้นและเสื้อผ้าสไบ ไม่ได้ถูกไฟไหม้ไปด้วยแต่อย่างใด ก็ไม่ทราบว่าเป็นความบังเอิญหรือเกิดจากอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของแม่นาคหรือไม่อย่างไร.

ที่มา>>>Thairath

อดจับใบดำใบแดง ‘อ้น เดอะสตาร์’ ป่วยหอบหืด ชวดเป็นทหารรับใช้ชาติ

อ้น เดอะสตาร์ 9‘ สละสิทธิ์ผ่อนผัน เข้ารับการตรวจเลือกทหารเกณฑ์ที่ว่าการอำเภอสันทราย ยื่นใบรับรองแพทย์เจอป่วยเป็น ‘หอบหืด’ เลยถูกจัดให้เป็นบุคคลประเภท 4 อดได้จับใบดำใบแดง เพราะไม่สามารถรับราชการทหารได้…

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 เม.ย.59 ที่หน่วยคัดเลือกทหารเกณฑ์ที่ว่าการอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี พ.อ.ฐานพัฒน์ ฉัตรเมืองปก ผบ.พัน.สบร.23 บชร.3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ จ.พิษณุโลก ผู้อำนวยการการคัดเลือกประจำหน่วย ได้มีชายไทยเป็นจำนวนมากเข้ามารอรับการคัดเลือกทหารกันอย่างคึกคัก ต่อมาได้มี นายกรกฎ ตุ่นแก้ว อายุ 24 ปี หรือ “อ้น เดอะสตาร์ 9” นักร้องและนักแสดงชื่อดัง ชาวบ้าน หมู่ 2 ต.สันทรายน้อย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เดินทางมาขอยื่นสละสิทธิ์ การผ่อนผันการคัดเลือกทหาร เพื่อขอลุ้นจับใบดำใบแดงในช่วงบ่ายของวันนี้

อย่างไรก็ตาม นายกรกฎ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวไทยรัฐว่า ขณะนี้ตนกำลังเรียนอยู่ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปี 2 ได้ขอผ่อนผันการเข้ารับการเกณฑ์ทหารมาแล้ว 4 ปี วันนี้ได้มายื่นขอสละสิทธิ์การขอผ่อนผัน เพื่อเข้ารับการคัดเลือกโดยการจับใบดำใบแดงรับใช้ชาติ ในช่วงบ่ายของวันนี้‘อ้น เดอะสตาร์ 9’ ก็เป็นโรคฮิตของดารา ยื่นใบแพทย์ยืนยันว่าเป็น หอบหืด ทำอดจับใบดำใบแดง เป็นทหารรับใช้ชาติ

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าช่วงบ่ายวันนี้ (13.00 น.) การประกาศรายชื่อผู้ที่มีสิทธิ์จับสลากใบดำใบแดง ไม่มีชื่อ นายกรกฎ ตุ่นแก้ว เข้าไปรอจับสลากใบดำใบแดงแต่อย่างใด

ทางผู้สื่อข่าวที่ไปรอทำข่าวได้ไปสอบถาม พ.อ.ฐานพัฒน์ ผู้อำนวยการคัดเลือกกล่าวว่าได้จำหน่ายรายชื่อปล่อยตัวนายกรกฎกลับบ้านไป แล้ว หลังจากที่ทางแพทย์ได้ตรวจร่างกายแล้วพบว่า นายกรกฎ จัดอยู่ในบุคคลประเภท 4 ที่ไม่สามารถรับราชการทหารได้จนท.ทหารตรวจสอบหลักฐาน ชายไทยที่มาสมัครทหาร ที่สันทราย เชียงใหม่

ด้าน พันโท นพ.วิโรจน์ ชนม์สูงเนิน แพทย์ประจำอยู่โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.พิษณุโลก เป็นแพทย์ประจำหน่วยเลือกตั้งเผยว่า จากการตรวจร่างกายของผู้มีสิทธิ์จะเข้าจับใบดำ-ใบแดง พบว่า นายกรกฎ มีใบรับรองแพทย์จากแพทย์ โรงพยาบาลค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ มายืนยันว่า ได้ป่วยเป็นโรคหอบหืดและอยู่ในระหว่างการรักษาตัวอยู่ เมื่อตรวจดูหลักฐานพบว่ามีหลักฐานใบรับรองจากแพทย์ชัดเจน จึงได้จำหน่าย นายกรกฎ เป็นบุคคลประเภท 4 ตามกฎกระทรวงที่ไม่ต้องเข้ารับราชการทหาร.

ที่มา>>>Thairath

หยุดระเบิดดอยรวก ชั่วคราว คืนพื้นผิวจราจรช่วงสงกรานต์

กรมทางหลวง สั่งหยุดระเบิดดอยรวก จ.ตาก ชั่วคราว คืนผิวจราจรประชาชนช่วงสงกรานต์ พร้อมปรับปรุงเส้นทางในจุดอันตราย ติดตั้งแบริเออร์ ป้ายเตือน และเพิ่มไฟส่องสว่าง ป้องกันอันตราย …

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 59 หลังจากที่กรมทางหลวง ได้ทำการขยายถนนสายตาก-แม่สอดและมีการระเบิดหินตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-30 พ.ย. 59 รวมระยะเวลาประมาณ 9 เดือน โดยจะมีการปิดเส้นทางถนนทางหลวงหมายเลข 12 ตาก-แม่สอด ตั้งแต่หลัก กม.65+000-หลัก กม.72+000 ระยะทางประมาณ 7 กม. บริเวณดอยรวก ทั้งนี้ เพื่อทำการระเบิดภูเขาหิน โดยใช้วัตถุระเบิดเพื่อตัดเขาดอยรวก ในการดำเนินโครงการก่อสร้างถนน 4 ช่องทางจราจร ขยายเส้นทางเป็นถนนระเบียงเศรษฐกิจสายตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) ซึ่งในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ กรมทางหลวง สั่งการให้หยุดการระเบิดหินตั้งแต่วันที่ 9-17 เม.ย. เพื่อเปิดเส้นทางให้การจราจรคล่องตัวขึ้น

นายจงจิตร เต็งยะ ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 4 ตาก เปิดเผยว่า ช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 9-17 เม.ย. จะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในพื้นที่จำนวนมาก โดยเฉพาะที่ต้องผ่านเส้นทางอันตราย สายตาก-แม่สอด จึงมีคำสั่งให้หยุดการระเบิดหินในช่วงเวลาดังกล่าว รวมทั้งมีการปรับปรุงเส้นทางจุดอันตราย มีการวางแบริเออร์ ติดป้ายเตือน ติดไฟกะพริบ ไฟส่องสว่างเพิ่มขึ้น เพื่อลดอันตรายในการใช้เส้นทาง และฝากเตือนประชาชนที่ใช้เส้นทางโปรดระมัดระวัง เพราะบางช่วงเส้นทางคับแคบ และรถจะคับคั่งมากในช่วงเวลาดังกล่าว.

ที่มา>>>Thairath

‘อาคม’ กำชับ ทอท. คุมเข้มแท็กซี่เอาเปรียบฟันค่าโดยสารเกินจริง

อาคม กำชับ ทอท. เพิ่มความเข้มงวดกำกับดูแลพฤติกรรมผู้ขับขี่แท็กซี่ ไม่ให้เอาเปรียบผู้โดยสาร เก็บค่าโดยสารแพงเกินจริง พร้อม ขอความร่วมมือแท็กซี่ทุกคันติดป้ายMETER ONLY เพื่อสร้างความมั่นใจ ระบุ เตรียมจัดโซนนิ่งแท็กซี่ใหม่ ให้ผู้โดยสารเลือกก่อนใช้บริการ …

วันที่ 7 เม.ย.59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึง แนวทางการกำกับดูแลพฤติกรรมผู้ขับขี่แท็กซี่ที่ให้บริการในสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งจะมีประชาชนเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก ว่า ได้กำชับให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทอท. ซึ่งเป็นผู้บริหารสนามบินทั้ง 2 แห่ง เพิ่มความเข้มงวดการกำกับดูแลพฤติกรรมผู้ขับขี่แท็กซี่ ไม่ให้เอาเปรียบค่าโดยสารกับประชาชนรวมทั้งนักท่องเที่ยว เบื้องต้นได้สั่งการให้ทอท. กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จัดกำลังเจ้าหน้าที่มาประจำที่จุดให้บริการแท็กซี่ทุกจุด รวมทั้งประสานไปยัง คสช. เพื่อขอกำลังทหารบางส่วนมาช่วยตรวจสอบพฤติกรรมแท็กซี่ทุกคันที่ให้บริการด้วย

นอกจากนี้ ยังได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ขับขี่แท็กซี่ในสนามบินทุกคันติดตั้งป้ายเขียนข้อความภาษาอังกฤษให้เห็นเด่นชัดว่า METER ONLY เพื่อประชาสัมพันธ์และให้ความมั่นใจกับผู้โดยสาร โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติว่าแท็กซี่สนามบินทุกคันมีการคิดค่าโดยสารตามอัตรามิเตอร์ ซึ่งจะไม่มีการเอาเปรียบหรือหลอกลวงเก็บค่าโดยสารแพงเกินจริง อย่างเช่น กรณีของแท็กซี่รายหนึ่งที่มีการเรียกเก็บค่าโดยสารสูงถึง 6,000 บาท

ส่วนการกำกับดูแลการเดินทางผ่านบริเวณจุดตัดรถไฟกันถนนนั้น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ประสานไปยังอาสาสมัครของกรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) และองค์กรปกครองท้องถิ่น ให้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาเสริมกับเจ้าหน้าที่ของ รฟท. เพื่อมาประจำจุดตัดทั้ง 2,500 แห่งทั่วประเทศ โดยเบื้องต้น รฟท. ได้จัดส่งตารางการเดินรถไฟในแต่ละวันแจกจ่ายไปยังเจ้าหน้าที่ประจำจุดตัดแล้ว เพื่อให้ช่วยกันโบกรถป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นอีก แล้วยังสั่งการให้ ทช. และทล. ไปทำสัญลักษณ์เตือนบนพื้นทางก่อนถึงจุดตัดรถไฟทุกจุดทั่วประเทศ โดยให้ทาสีพื้นทางเป็นสีแดงและมีรูปรถไฟสีดำอยู่ตรงกลาง เพื่อเตือนให้ผู้ขับขี่รถยนต์ระมัดระวังก่อนขับผ่านบริเวณจุดตัดรถไฟ

นายอาคม กล่าวต่อว่า สำหรับการกำกับดูแลแท็กซี่สนามบินในระยะยาว ในส่วนของสนามบินสุวรรณภูมิ ทอท. เตรียมที่จะจัดโซนนิ่งแท็กซี่ใหม่ โดยแบ่งการให้บริการออกเป็นเส้นทางระยะไกลและระยะใกล้ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้โดยสารได้เลือกก่อนที่จะใช้บริการ ซึ่งจะทำให้ประหยัดเวลาในการเข้าคิวรอทั้งผู้ใช้บริการและแท็กซี่

ทั้งนี้ ทอท. จะกลับไปพิจารณาว่าจะโซนนิ่งโดยแบ่งตามระยะทางที่ห่างจากสนามบิน หรือแบ่งตามเขตพื้นที่ เบื้องต้นอาจจะใช้ไม่ทันในช่วงสงกรานต์นี้ ส่วนสนามบินดอนเมือง จะแก้ไขปัญหาด้วยการเพิ่มปริมาณแท็กซี่ให้เพียงพอกับความต้องการ เบื้องต้น ทอท. จะทำการจัดบัตรคิวให้กับผู้โดยสารที่มารอใช้บริการ โดยในบัตรคิวจะมีระยะเวลาการรอใช้บริการแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบ หากคิดว่าระยะเวลาการรอรถนานเกินไป ผู้โดยจะได้สามารถตัดสินใจได้ว่าจะหันไปใช้ระบบขนส่งในหมวดอื่นแทน.

ที่มา>>>Thairath

จับผัวเมียขนยาบ้าคาด่านระยอง อ้างท้อง-หาเงินคลอดลูก

ตร.ระยอง ตั้งด่านตรวจ พบกระบะ 2 ผัวเมียท่าทางมีพิรุธ พบยาบ้ากว่า 2,000 เม็ด อ้าง ทำครั้งแรก เมียท้อง 6 เดือน ไม่มีเงินทำคลอด ซัดทอด รับจ้างนักโทษชาย

เมื่อเวลา 00.15 น. วันที่ 7 เม.ย. 59 พ.ต.ท.เทอดศักดิ์ นนตะพันธ์พิพัฒน์ รอง ผกก.ป.สภ.เมืองระยอง ร.ต.อ.สุชาติ ดุสดี รอง สวป.สภ.เมืองระยอง ตั้งด่านตรวจบริเวณสามแยกริมถนนชุมชนประมงเรือเล็กเลียบชายฝั่ง ต.ปากน้ำ อ.เมืองระยอง พบรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ ดีแมกซ์ สีเทาดำ ทะเบียน บล 4517 เพชรบูรณ์ ขับเข้ามาที่ด่านตรวจพบชายและหญิงท่าทางมีพิรุธ ทราบชื่อ นายมนัส สมศรี อายุ 29 ปี บ้านเลขที่ 144 ม.9 ต.ธารปราสาท อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา เป็นคนขับ และ น.ส.อรวรรณ์ มาภัย อายุ 24 ปี บ้านเลขที่ 84 ม.2 ต.สระแก้ว อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ ทั้ง 2 คนเป็นสามีภรรยากัน ตรวจค้นพบยาบ้า 393 เม็ด อยู่ในมือด้านขวาของ นายมนัส และพบอีก 2,000 เม็ด ในถุงขนม

จากการสอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน รับสารภาพว่า รับยาบ้ามาจากชายไทยชื่อ นายแพน (ไม่ทราบชื่อจริงนามสกุลจริง) อายุประมาณ 30 ปี ปัจจุบันต้องโทษอยู่ที่เรือนจำแห่งหนึ่งใน จ.ระยอง โดยโทรศัพท์มาบอกให้ไปเก็บยาบ้าบริเวณแยกกระทิงลาย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และไปส่งให้กับ นายโอ๋ (ไม่ทราบชื่อจริงนามสกุลจริง) ที่อยู่บ้านก้นปึก ต.ปากน้ำ อ.เมืองระยอง 2,000 เม็ด แล้วจะโอนเงินค่าจ้างครั้งละ 8,000 บาท หากงานสำเร็จให้ภายหลัง

ทั้งนี้ ผู้ต้องหากล่าวอีกว่า เพิ่งทำเป็นครั้งแรก เนื่องจากภรรยากำลังตั้งครรภ์ 6 เดือน ไม่มีค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตร ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันมียาบ้าครอบครองเพื่อจำหน่ายและโดยผิดกฎหมาย และนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง สภ.เมืองระยอง ดำเนินคดีต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

ทีมเมียบิ๊กบอสฟิน! ทวิตเตอร์ออกอีโมติคอน หลังแฮชแท็กซีรีส์ Descendants of The Sun

โกยเรตติ้งได้ถล่มทลายและโด่งดังข้ามมาหลายประเทศแล้ว สำหรับซีรีส์เกาหลีชื่อดัง Descendants of The Sun ของโทรทัศน์ช่อง KBS ที่มีพระเอกหนุ่มสุดหล่อ “ซงจุงกิ” มารับบทเป็นกัปตันยูชีจิน คู่กับนางเอกสุดฮอตของเกาหลี “ซองเฮเคียว” รับบทเป็นหมอคังโมยอน

ล่าสุดวันนี้ (6 เม.ย.) เป็นวันที่ซีรีส์ออกอากาศในตอนที่ 13 พอดิบพอดี ทวิตเตอร์ (Twitter) เลยเอาใจแฟนๆ คอซีรีส์ ออกอีโมติคอนรูปกัปตันยูชีจินและหมอคังโมยอน หลังแฮชแท็กชื่อซีรีส์และชื่อพระนาง ในภาษาอังกฤษและภาษาเกาหลี ทั้งหมด 6 แฮชแท็กได้แก่ #DescendantsOfTheSun, #YooSijin, #KangMoYeon, #태양의후예, #강모연 และ #유시진

งานนี้ทีมเมียบิ๊กบอสทั้งหลายถึงกับฟินกันถ้วนหน้า ออกมาลองโพสต์แฮชแท็กของซีรีส์ จนแฮชแท็กคำว่า #YooSijin ติดเทรนด์อันดับ 1 ของทวิตเตอร์ไปเลยทีเดียว

ที่มา>>>Thairath

อิเหนาระเบิดเรือประมงต่างชาติลักลอบหาปลา 23 ลำรวด

(ภาพ: REUTERS)

อินโดนีเซียดำเนินการระเบิดเรือต่างชาติที่รุกล้ำน่านน้ำเข้ามาทำประมงผิดกฎหมายและตรวจยึดมาได้ 23 ลำรวดเมื่อวันอังคาร และกำลังพิจารณาจะระเบิดเพิ่มอีก…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการของประเทศอินโดนีเซียดำเนินการระเบิดเรือต่างชาติที่รุกล้ำน่านน้ำเข้ามาทำประมงผิดกฎหมาย และตรวจยึดมาได้จำนวน 23 ลำ โดยแบ่งเป็นเรือสัญชาติเวียดนาม 13 ลำ และมาเลเซีย 10 ลำ ที่ท่าเรือ 7 แห่ง ไล่ตั้งแต่ที่เมืองทาราคัน ทางเหนือของเกาะบอร์เนียว ไปจนถึงเมืองราไน ในหมู่เกาะนาทูนา (Natuna Islands) ในทะเลจีนใต้

การระเบิดเรือดังกล่าวดำเนินการโดยกองทัพเรือ, หน่วยยามฝั่ง และตำรวจ โดยนางซูซี่ ปุดเจียสตูตี (Susi Pudjiastuti) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการทางน้ำและการประมง ร่วมเป็นสักขีพยานผ่านการสตรีมสดทางอินเทอร์เน็ตเรือประมงต่างชาติผิดกฎหมายถูกระเบิดทำลาย (ภาพ: REUTERS)

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาอินโดนีเซียทำลายเรือประมงผิดกฎหมายจากต่างประเทศที่ยึดมา 174 ลำแล้ว และเหลืออีก 20 ลำ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยการระเบิดเรือเป็นไปตามนโยบายของประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ที่ต้องการสงวนน่านน้ำของอินโดนีเซีย ให้คนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์.

ที่มา>>>Thairath

เอไอเอสยอมเซ้งต่อคลื่นแจส กสทช.จ่อชงใช้ ม.44 กู้หน้าไร้เงาผู้ประมูล

เอไอเอส” ยอมซื้อคลื่นแจสต่อราคา 75,654 ล้านบาท แต่ขอคุยผู้ถือหุ้นก่อน คาด 2 เดือนรู้ผล พร้อมยื่นเงื่อนไขขอใช้คลื่นต่อก่อนจ่ายเงิน ลุ้นบอร์ด กสทช.ชงใช้ ม.44 เรียกผู้เสนอราคาเป็นอันดับ 2 มาเจรจา หวั่นเมินร่วมประมูลคลื่น 900 ใหม่ จับตา “พิชญ์” โผล่หัวแก้ตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วันนี้ (5 เม.ย.) จะพิจารณาอนุมัติร่างหลักเกณฑ์การประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 10 เมกะเฮิรตซ์ใหม่ เนื่องจากบริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ไม่มาชำระเงินค่าประมูล 75,654 ล้านบาท โดยร่างหลักเกณฑ์การประมูลใหม่มีรายละเอียดดังนี้ ราคาเริ่มต้นที่ 75,654 ล้านบาท มีผู้สนใจเข้าร่วมประมูลรายเดียวกัน ก็สามารถเปิดประมูลได้ แต่ผู้เข้าร่วมประมูลต้องเคาะราคายืนยันเพื่อเป็นผู้ชนะประมูล การกำหนดวางหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกวาง 5%หรือ 3,783 ล้านบาทของราคาเริ่มต้นการประมูล ส่วนที่เหลือ 15% วงเงิน 11,348 ล้านบาท จะต้องชดใช้ค่าเสียหายกรณีไม่มาชำระค่าประมูลตามกำหนด โดยจะนำไปเปิดเวทีรับฟังความเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) ในวันที่ 22 เม.ย.59 นี้

ทั้งนี้ การพิจารณาร่างหลักเกณฑ์การประมูลใหม่ จะพิจารณาควบคู่ไปกับข้อเสนอของหลายหน่วยงานที่ให้ กสทช.นำระเบียบพัสดุแห่งชาติมาใช้ ด้วยการเรียกผู้เสนอราคาเป็นอันดับ 2 มาเจรจา แต่ต้องทำเรื่องเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุมัติ เนื่องจาก กสทช.ไม่มีอำนาจในการดำเนินการ ดังนั้นจึงต้องเสนอ คสช.ออกประกาศ ด้วยการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 นั้น เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะหากไม่มีเอกชนรายใดสนใจเข้าร่วมประมูล กสทช.จะต้องเก็บคลื่นดังกล่าวไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี ซึ่งอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ฉะนั้นควรนำคลื่นนั้นมาจัดสรรใหม่ หรือเรียกเอกชนที่เสนอราคาเป็นอันดับ 2 มาเจรจา โดยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้หารือกันเพื่อหาทางออกกรณีดังกล่าว เพราะไม่ต้องการให้ประเทศเสียประโยชน์ หากไม่มีเอกชนรายใดสนใจเข้าร่วมประมูลอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา นายสุทธิชัย ชื่นชูศิลป์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการ กสทช.ในนามตัวแทนบริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือเอดับบลิวเอ็น ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ในฐานะผู้เข้าร่วมประมูล 4 จี คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ระบุ ขอให้ กสทช.พิจารณาจัดสรรคลื่นความถี่ที่แจส โมบายประมูลได้แต่ไม่ได้มาชำระเงินให้แก่เอไอเอส (ในนามเอดับบลิวเอ็น) เนื่องจากหากนำคลื่นออกมาประมูลใหม่โดยใช้ราคาที่แจสโมบายประมูลได้ คาดว่าจะไม่มีผู้สนใจ

โดยเอไอเอสนั้น ยินดีที่จะรับช่วงคลื่นในราคาสุดท้ายที่แจสโมบายชนะประมูลที่ 75,654 ล้านบาท แม้ความจริงแล้วต้องการคลื่นในย่านที่บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล จำกัด ในเครือกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ชนะการประมูลได้ไปมากกว่า โดยยินดีที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขการประมูลของผู้ชนะทุกประการ ทั้งการชำระเงิน 4 งวด การวางหนังสือค้ำประกัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หลัง กสทช.อนุมัติให้เอไอเอสรับช่วงคลื่นดังกล่าวได้แล้ว เอไอเอสจะต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาและขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นก่อน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนจากนี้ เพื่อได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นแล้ว จึงจะสามารถชำระเงินค่าประมูลได้ ซึ่งในระหว่างนี้เอไอเอสขอให้ กสทช.พิจารณาให้ความคุ้มครองหรือกำหนดมาตรการใดๆ ที่ให้ลูกค้า 2 จี บนคลื่น 900 เดิมซึ่งเป็นลูกค้าของเอไอเอส อันมีอยู่ 400,000 เลขหมาย และมีที่ใช้บริการโรมมิ่ง (ใช้เครือข่ายร่วม) อีกราว 7.8 ล้านเลขหมาย สามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง โดย กสทช.ต้องมีมาตรการก่อนวันที่ 5 เม.ย. เพื่อเอไอเอสจะได้ไม่ต้องเริ่มโรมมิ่ง (ใช้เครือข่ายร่วม) กับบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค อันเป็น 1 ในแนวทางแก้ปัญหาไม่ให้ลูกค้าซิมดับ

นอกจากนั้น กสทช.ยังต้องกำหนดมาตรการหรือดำเนินการป้องกันปัญหาการรบกวนการใช้งานในคลื่นความถี่ที่เอไอเอสจะรับช่วงตลอดระยะเวลาใบอนุญาต เพื่อไม่ให้เอไอเอสต้องสูญเสียผลประโยชน์และได้รับผลกระทบจากการใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คลื่นในช่วงของแจสโมบายนั้น ไม่ใช่คลื่นที่เอไอเอสแข่งประมูลราคาสุดท้าย เนื่องจากเป็นคลื่นที่ติดกับย่านของดีแทค เสี่ยงต่อการถูกรบกวน โดยเอไอเอสแข่งขันในคลื่นช่วงที่ทรูชนะประมูลไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันนี้ (5 เม.ย.) เครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค จะไปยื่นหนังสือถึง กสทช. เพื่อให้ กสทช.เร่งรัดการจัดสรรคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องเอาผิดแจส โมบาย กรณีประมูลในราคาสูงแล้วไม่มาชำระเงิน ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการทำงาน พิจารณาความรับผิดกรณีแจส โมบาย ไม่มาชำระเงินค่าประมูล โดยล่าสุดทางผู้บริหาร แจส โมบาย ได้แจ้งว่า นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แจส โมบาย จะมาชี้แจงคณะทำงานด้วยตัวเอง หลังจากที่ไม่เคยติดต่อ กสทช.ในกรณีไม่นำเงินประมูลมาชำระแต่อย่างใด.

ที่มา>>>Thairath