มีจริง! “ผมเหี่ยว” จากการดูแลผมผิดวิธี

มีจริง! “ผมเหี่ยว” จากการดูแลผมผิดวิธี

สมัยก่อนสาวคนไหนที่รักผมของตัวเองมาก มักจะอยู่ในอิริยาบถที่กำลังบรรจงหวีผมของตัวเองอยู่เสมอ ทำให้เราอาจติดภาพว่า หากอยากดูแลรักษาผมให้นุ่มสลวยเงางาม ก็ต้องหวีผมบ่อยๆ แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ผมเสียเพราะ พญ.ชินมนัส ตั้งจาตุรนต์รัศมี จากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวเอาไว้ว่า หากเรายิ่งหวีผมบ่อย ผมก็ยิ่งแห้งเสีย หรือที่เรียกว่า “ผมเหี่ยว” เหมือนผิวหนังที่เกิดอาการแห้งเหี่ยวได้ เนื่องจากเปลือกของผมส่วนนอกจะถูกเสียดสีจากหวีบ่อยๆ จึงทำให้ยิ่งหวี ผมก็ยิ่ง “เหี่ยว” มากขึ้นเท่านั้นนั่นเอง

นอกจากการหวีผมบ่อยๆ แล้ว ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้ผมเหี่ยว แห้งเสีย และอาจถึงขั้นหลุดร่วงจนผมบางลง ที่ทั้งคุณผู้หญิง และคุณผู้ชายต้องระวังอีกมากมาย เช่น

– การใช้ไดร์เป่าผมร้อนๆ ในการทำให้ผมแห้ง

– การจัดแต่งทรงผมด้วยผลิตภัณฑ์แต่งผมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแว๊กซ์ หรือสเปรย์ต่างๆ

– ผมโดนสารเคมีบ่อย จากการดัด ยืด ย้อม ทำสี หรือกัดสีผม

– สูบบุหรี่จัด

– เจ็บป่วยด้วยโรค หรืออาการบางอย่าง

– ผลข้างเคียงจากการรักษาโรคด้วยยาบางชนิด

– ความเครียด

วิธีป้องกันไม่ให้ผมแห้งเหี่ยว เสียซ้ำซาก นอกจากลดพฤติกรรมที่ทำให้ผมเสียตามด้านบนแล้ว การทานอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อ นม ไข่ ผักผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนอย่าง แครอท มะเขือเทศ รวมถึงผักใบเขียวต่างๆ อาหารที่มีโอเมก้า 3 เช่น แซลม่อน และอาหารที่มีสังกะสีสูง เช่น หอยนางรม ถั่วลันเตา และการดื่มน้ำ และพักผ่อนให้เพียงพอ ก็ช่วยได้เยอะเลยค่ะ ลองดูกันนะ

ที่มา>>>Sanook

ยาหมดอายุ ดูยังไง? ทานแล้วเป็นอันตรายหรือไม่?

ยาหมดอายุ ดูยังไง? ทานแล้วเป็นอันตรายหรือไม่?

นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การ เภสัชกรรม (อภ.) แนะวิธีดูวันหมดอายุของยาว่า เป็นวันที่คาดว่าตัวยาสำคัญที่ใช้ในการรักษาโรคของยานั้นๆ เหลือปริมาณน้อยกว่า ร้อยละ 90 ของปริมาณที่กำหนดในสูตรตำรับนั้นๆ ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพและปลอดภัยในการใช้ยา ควรสังเกตว่ายาต่างๆ ที่ได้รับนั้นหมดอายุหรือยัง เนื่องจากหากใช้ยาที่หมดอายุหรือเสื่อมคุณภาพ นอกจากจะไม่มีผลในการรักษายังอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

การสังเกตวันหมดอายุของยาเป็นหลักการเดียวกันกับอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันที่เราคุ้นเคย โดยทั่วไปการกำหนดวันหมดอายุจะขึ้นกับประเภทของยา เช่น ยาเม็ดจะไม่เกิน 5 ปี และยาน้ำ 2-3 ปี นับจากวันผลิต อย่างไรก็ตาม การกำหนดอายุยาอาจแตกต่างไปจากนี้ได้ โดยผู้ผลิตจะพิจารณาจากสารเคมีที่ใช้ ข้อมูลการทดสอบความคงตัว หรือส่วนประกอบที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละบริษัท ซึ่งจะพบวันผลิต manufacturing date หรือ mfd.date และวันหมดอายุ exp.date, exp, expiring, use by หรือ use before บางครั้งก็อาจใช้คำว่า ยาสิ้นอายุ สามารถดูข้อมูลเหล่านี้จากกล่องบรรจุ ฉลากยา หรือบนแผงยา ตำแหน่งมักเป็นบริเวณด้านยา หรือบนแผงยา ตำแหน่งมักเป็นบริเวณด้านใต้กล่อง หรือด้านล่างฉลาก

Super macro of medical pills

สำหรับการอ่านวันหมดอายุแบบไทยๆ จะเริ่มจากวัน เดือน ปี อาจจะ พ.ศ. หรือ ค.ศ. ก็ได้ แต่ถ้ามีเฉพาะเดือน และปี ให้นับวันสุดท้ายของเดือนนั้นๆ เป็นวันหมดอายุ เช่น exp. date 27/2/2555 หมายถึง วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 หรือ exp. date 17.2.13 หมายถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2013 หรือ exp.04/14 หมายถึงวันที่ 30 เดือนเมษายน ค.ศ.2014 เป็นต้น

ส่วนยาที่แบ่งบรรจุ หรือยาที่เปิดใช้แล้ว หากมีการเปิดใช้ หรือนำยามาแบ่งจากภาชนะเดิม เช่น ยานับเม็ด หรือครีมที่ป้ายมาจากกระปุกใหญ่ ยาน้ำในขวดพลาสติก จะส่งผลให้วันหมดอายุของยาเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่วันหมดอายุที่กำหนดโดยบริษัทผู้ผลิต ซึ่งวันหมดอายุของยาเหล่านี้จะต้องกำหนดวันหมดอายุขึ้นใหม่ โดยนับจากวันที่แบ่งบรรจุ 1 ปี ซึ่งถ้าได้รับจากสถานพยาบาลก็แบ่งบรรจุ 1 ปี ซึ่งถ้าได้รับจากสถานพยาบาลก็จะมีการระบุไว้เช่นกัน ดังนั้นหากเหลือยาเก็บไว้ที่บ้านไม่รู้ว่าจะหมดอายุเมื่อไร ไม่มีการเขียนไว้ก็อาจพิจารณาจากวันที่บนฉลากยาหรือซองที่ระบุวันที่ได้รับมา หากยาเม็ดเกิน 1 ปี หรือยาน้ำเกิน 6 เดือนก็ให้ทิ้งไปไม่ควรใช้ต่อ

1277705292

อย่างไรก็ตาม หากพบว่าแม้ไม่ถึง 1 ปี หรือก่อนกำหนดเวลาแต่ยาเสื่อมสภาพ เม็ดยากร่อน ร่อน ยาน้ำสีเปลี่ยน มีกลิ่นผิดไป เหม็น เขย่าไม่เข้ากันเป็นเนื้อเดียว หรือครีมแยกชั้นควรทิ้งโดยแยกใส่ถังขยะอันตรายเท่านั้น

อีกกรณีหนึ่ง คือยาเหลือใช้ที่มีอยู่ในครัวเรือนไม่ว่าจะเป็นยาที่แพทย์จ่ายหรือยาที่ซื้อจากร้านขายยาแล้ว ยาที่ผู้ป่วยไม่ได้ใช้ตามที่แพทย์สั่ง ยาที่ใช้สำหรับรักษาตามอาการแต่ปัจจุบันไม่มีอาการดังกล่าว เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือเป็นยาที่ได้มาซ้ำซ้อน ไม่ควรใช้ยาดังกล่าวกับบุคคลในครอบครัวหรือผู้อื่น แม้จะมีอาการคล้ายกับที่เราเคยป่วยแต่อาการของจะมีอาการคล้ายกับที่เราเคยป่วยแต่อาการของโรคอายุของผู้ป่วยการแพ้ยาของแต่ละคนจะแตกต่างไม่เหมือนกัน อาจส่งผลร้ายในการใช้ยา ดังนั้น ควรปรึกษาเภสัชกรประจำร้านยา หรือพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคจะเกิดผลดีต่อการรักษาอาการ

ที่มา>>>Sanook