Trend Micro คาดการณ์ ปี 2560 จะเป็นปีที่ภัยคุกคามน่ากลัวและรุนแรงมากขึ้น

Trend Micro คาดการณ์ ปี 2560 จะเป็นปีที่ภัยคุกคามน่ากลัวและรุนแรงมากขึ้นเทรนด์ไมโคร อินคอร์ปอเรทเต็ด ผู้นำด้านโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลก เปิดเผยรายงานคาดการณ์ประจำปีเกี่ยวกับสถานการณ์เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยในชื่อ “The Next Tier – 8 Security Predictions for 2017” ซึ่งคาดการณ์ว่าปี 2560 จะเกิดการโจมตีเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้างและเจาะลึกมากขึ้น โดยนักโจมตีที่มุ่งร้ายจะใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างหลากหลายเพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลง
“ในปี 2560 อุตสาหกรรมด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์จะก้าวสู่ยุคใหม่หลังจากที่ภัยคุกคามของปี 2559 ได้เปิดทางให้อาชญากรไซเบอร์ใช้รูปแบบตรวจสอบช่องโหว่เพื่อการโจมตีและใช้ช่องทางการโจมตีที่หลากหลายมากขึ้น” คุณปิยธิดา ตันตระกูล ผู้จัดการประจำประเทศไทย  บริษัท เทรนด์ ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว  “วิธีการโจมตีใหม่ๆ จะคุกคามองค์กรต่างๆ มากขึ้น กลยุทธ์การใช้แรนซั่มแวร์ หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ต่างๆ มาก”

โดยในปี 2559 มีการพบช่องโหว่บนแพลตฟอร์มของ “แอปเปิล” เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก โดยมีรายงานราว 50 รายการ พร้อมด้วยบั๊ก 135 รายการ ในโปรแกรมของ อโดบี และอีก 76 รายการที่ส่งผลกระทบต่อแพลตฟอร์มของไมโครซอฟท์ การโจมตีช่องโหว่ซอฟต์แวร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากนี้จะยังคงมีต่อไปในปี 2560 ในขณะที่ไมโครซอฟท์พยายามปรับปรุงมาตรการป้องกันและระบบปฏิบัติการของแอปเปิลจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2559 อินเทอร์เน็ตของสิ่งของ (IoT) และอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตของสิ่งของ (IIoT) จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีมากขึ้น  โดยการโจมตีเหล่านี้จะใช้ประโยชน์จากการยอมรับอุปกรณ์ที่ถูกเชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้นโดยการค้นหาช่องโหว่ และระบบที่ไม่มีความปลอดภัยเพื่อทำลายกระบวนการทางธุรกิจเหมือนกับที่เราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากมัลแวร์  Mirai การเพิ่มขึ้นของอุปกรณ์พกพา และระบบควบคุมจอภาพในการผลิต และสภาพแวดล้อมทางอุตสาหกรรมจะทำให้มีการพบจำนวนช่องโหว่สำคัญๆ ในระบบเหล่านี้ที่ซึ่งเป็นภัยคุกคามองค์กร


“สำหรับชาวลพบุรี ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ลพบุรี ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ลพบุรี ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

วิธีเปิดและปิดการดูไฟล์ที่ถูกซ่อน (Hidden Files) บน Mac OS X

how to show hide files on OSX by terminal featured

Mac OS X เป็นระบบที่ต้องการให้ผู้ใช้ ใช้งานไม่ยุ่งยาก เพราะฉะนั้นแอปเปิลจึงทำให้ระบบปฏิบัติการเรียบง่ายที่สุด เพราะฉะนั้นการที่จะหาไฟล์ที่ถูกซ่อนอยู่ในระบบอาจจะทำได้ยากกว่าฝั่ง Windows เล็กน้อย วันนี้จะมาบอกวิธีเปิดไฟล์ที่ถูกซ่อนอยู่ (Hidden Files) โดยการพิมพ์คำสั่งผ่านทาง Terminal กัน

การแสดงไฟล์ที่ถูกซ่อนอยู่อาจจะไม่จำเป็นสำหรับบางคน แต่บางคนต้องการเข้าไปแก้ไข ไฟล์ระบบของแอปพลิเคชันหรือระบบปฏิบัติการต่าง ๆ

วิธีการแสดงไฟล์ที่ถูกซ่อนอยู่

  1. ขั้นตอนแรกก็คือเปิดแอพ Terminal ขึ้นมา
  2. จากนั้นให้ก็อปโค้ดด้านล่างนี้ไปวาง แล้วกด Enter ทีนึง

how to show hide files on OSX by terminal 1

เพียง 2 ขั้นตอนเท่านั้น ง่าย ๆ รวดเร็ว ก็สามารถแสดงไฟล์ที่ถูกซ่อนอยู่ได้แล้ว โดยไฟล์ที่ถูกซ่อนนะจะเป็นไฟล์สีจาง ๆ ส่วนใครที่ไม่อยากจะให้มันแสดงไฟล์ที่ถูกซ่อนแล้ว อยากจะทำให้กลับไปเหมือนเดิม ก็ทำง่าย ๆ เช่นกัน

วิธีการแสดงไฟล์ที่ถูกซ่อนอยู่

  1. ขั้นตอนแรกก็คือเปิดแอพ Terminal ขึ้นมาเหมือนเดิม
  2. จากนั้นให้ก็อปโค้ดด้านล่างนี้ไปวาง แล้วกด Enter ทีนึง

how to show hide files on OSX by terminal 2เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ลองนำไปใช้กันดู

ที่มา>>> MacThai

ช่องลำโพง iPhone 7 อาจทำมาแค่สวยงามเท่านั้น ไม่มีลำโพงสเตอริโอตามข่าวลือ

iPhone-7-design-drawingNWE เว็บไซต์ในฝรั่งเศสได้โพสรูปงานออกแบบเกี่ยวกับรูปร่าง รูปทรงของ iPhone 7 ซึ่งมีจุดนึงที่น่าสงสัยก็คือ หลังจากที่น่าจะคอนเฟิร์มได้แล้วว่าช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ออกไป และมีช่องลำโพงมาแทนที่ แต่ช่องลำโพงที่เพิ่มมานั้นอาจจะทำมาเพื่อความสวยงาม ให้เหมือนกันทั้งสองข้างเท่านั้น ไม่มีลำโพงสเตอริโอ 2 ตัว ตามข่าวลือก่อนหน้านี้

iphone-7-factory-process-03iphone-7-factory-process-04ซึ่งรายละเอียดของภาพที่หลุดออกมา คือ ช่องด้านล่างข้างหนึ่งยังคงเป็นลำโพงเหมือน iPhone 6s แต่อีกข้างหนึ่ง น่าจะเป็นช่องไมโครโฟนอย่างเดียว ไม่ได้มีลำโพงตัวที่สองตามที่หลาย ๆ คนคาดหวังไว้iPhone-7-speaker-grille-closed-offอย่างไรก็ตาม เราก็ยังคอนเฟิร์มไม่ได้ว่าข่าวไหนจริงไม่จริง ก็ต้องรอให้แอปเปิลเปิดตัว iPhone 7 อย่างเป็นทางการก่อน ซึ่งมีข่าวลือออกมาว่า แอปเปิลอาจจะจัดงานเปิดตัววันที่ 7 กันยายนที่จะถึงนี้ และเปิดให้สั่งจองวันที่ 9 กันยายน และเปิดให้ประเทศกลุ่มแรกได้ซื้อกันวันที่ 16 กันยายนนี้ ส่วนประเทศไทยก็น่าจะอยู่ในเดือนตุลาคมiphone-7-toleranceที่มา >>>Macrumors, 9to5Mac

ชมคลิป หูฟัง EarPods รุ่นใหม่มาพร้อมพอร์ต Lighning คาดแถมมาให้พร้อม iPhone 7

lightining-earpods

หลังจากที่ชมคลิปหลุด iPhone 7 ทั้ง 3 รุ่นกันไปแล้ว ถัดมาก็เป็นหูฟัง EarPods แบบเดิมแต่แตกต่างจากรุ่นที่ขายอยู่ในปัจจุบันตรงที่ตรงปลายสาย มาพร้อมพอร์ต Lightning แทนพอร์ต 3.5 มม.

สาเหตุที่มีข่าวลือและคลิปหลุดเกี่ยวกับหูฟังแบบใหม่พร้อมพอร์ต Lightning ก็เนื่องจาก iPhone 7 ที่คาดว่าแอปเปิลเตรียมเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้ จะไม่มีพอร์ตหูฟังแล้ว จะเหลือแค่ช่องลำโพง ไมโครโฟน กับพอร์ต Lightning ตรงกลางเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หูฟังที่หลุดออกมานี้ก็ยังฟันธงได้ไม่ 100% ว่าจะเป็นจริงหรือเปล่า แต่มีความเป็นไปได้สูงเลยทีเดียว และถ้าสมมติว่าแอปเปิลแถมหูฟังบลูทูธมาให้ ต้นทุนของ iPhone 7 ก็จะสูงขึ้นไปอีก ทำให้อาจจะราคาแพงขึ้น และไม่คุ้มทุน

ต้องคอยลุ้นกันว่าแอปเปิลจะทำอย่างไรกับหูฟังที่จะแถมมาให้กับ iPhone 7 จะแถมอะแดปเตอร์มาให้ในกล่อง, แถมหูฟังพอร์ต Lightning มาให้เลย หรือว่า จะใจดำแถมหูฟังบลูทูธมาให้เลย

ที่มา – 9to5Mac

Brickk เปิดรับจองเคส iPhone 7 ทองคำฝังเพชร ราคากว่า 45 ล้านบาท ทั้งที่ Apple ยังไม่เปิดตัว

iPhone-7-Brikkแอปเปิลยังไม่ได้ทันเปิดตัว iPhone 7 แต่ล่าสุด Brikk ผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมสุดหรู ได้ประกาศเปิดรับสั่งจองเคสฝังเพชร ซึ่งที่น่าแปลกใจที่สุดก็คือ เปิดรับสั่งจองเคส iPhone 7 นี่แหละ โดยมูลค่าของเคสเริ่มต้นที่ราคา 4,295 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.5 แสนบาท) จนไปถึง 1.3 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 45 ล้านบาทกันเลยทีเดียว

ซึ่งจากรูปจะเห็นว่าด้านหลังนั้นมีกล้องคู่อยู่ด้วย ทำให้ข่าวนี้คอนเฟิร์มอีกเสียงว่า iPhone 7 Plus นั้นจะมาพร้อมกล้องคู่ตามข่าวลือก่อนหน้านี้ สำหรับคอลเลคชัน Lux iPhone 7 มีทั้งหมด 3 แบบด้วยกัน ได้แก่

Brikk-iPhone-7-Colors

  • Standard รุ่นมาตรฐาน ที่มีสีให้เลือกถึง 10 สีด้วยกัน โดยจะมีเพชรประดับตรงโลโก้ ราคาเริ่มต้นที่ 4,295 ดอลลาร์
  • Deluxe จะมีเคสทองคำ 24 กะรัต, ทองคำสีชมพู 18 กะรัต หรือ 950 แพตทินัม ให้เลือก และจะมีรูป 7 เหลี่ยมอยู่ตรงกลางเคส
  • Bespoke เป็นเคสที่มีราคาแพงที่สุดของคอลเลคชันนี้ ซึ่งออกแบบโดย Cyrus Blacksmith หัวหน้า Designer ของ Brikk ซึ่งมีเพชรประดับอยู่ถึง 60 กะรัต ซึ่งราคาก็สูงถึง 1.3 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

ซึ่งใครที่สนใจสามารถเข้าไปสั่งซื้อได้ที่เว็บไซต์ Brikk ได้ทันที ซึ่งหน้าเว็บไซต์จะมีรายละเอียดและราคาบอกทั้งหมด ส่วนวันที่จัดส่งสินค้า คือหลังจากแอปเปิลเปิดตัว iPhone 7 อย่างเป็นทางการประมาณ 3-4 สัปดาห์ ซึ่งคาดว่าน่าจะช่วงเดือนกันยายนที่จะถึงนี้

ที่มา – MacRumors

Apple เตรียมให้ผู้ใช้ Apple Music สามารถใช้งาน iTunes Match ได้ในเร็ว ๆ นี้

itunes match apple music

ล่าสุด The Loop ได้ออกมารายงานว่า แอปเปิลจะทำการอัพเกรดฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ที่สมัครใช้บริการ Apple Music ให้สามารถจับคู่เพลงที่อยู่ในเครื่องและทำการซิงก์เพลงไปไว้ใน iCloud Music Library ผ่านบริการ iTunes Match ทั้งหมดได้แบบฟรี ๆ ภายในไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้านี้

สำหรับบริการ iTunes Match นั้น เป็นบริการที่จะนำเพลงที่เราทำการ Import เพลงที่มาจากแผ่นซีดี หรือว่าโหลดจากที่ไหนก็ตาม เข้ามาใน iTunes บนเครื่องแมคหรือ PC โดยจะทำการจับคู่เพลงที่เรา Import เข้ามา เข้ากับเพลงที่อยู่บน iTunes Store ทั้งหมด ซึ่งเราสามารถฟังเพลงแบบออนไลน์ และถ้าเพลงนั้นมีบน iTunes Store ก็จะอัพเกรดไฟล์ให้เป็น 256 kbps AAC ด้วย

hero

ซึ่งตอนนี้ iTunes Match เป็นบริการรายปี โดยมีราคาอยู่ที่ 899 บาท/ปี และสามารถใช้ได้ไอดีเดียวเท่านั้น ไม่มีการแชร์ผ่าน Family Sharing เหมือนกับ Apple Music ซึ่งหมายความว่า ในอนาคตเราจ่ายเพียงแค่ 129 บาท/เดือนก็สามารถใช้งาน Apple Music และ iTunes Match ได้ทันที และแน่นอนเพลงที่ได้จะเป็นการแบบไม่ติด DRM ด้วย

จริง ๆ แล้ว Apple Music ปัจจุบันก็จะมีการจับคู่เพลงและซิงค์เข้ากับ iCloud Music Library ลักษณะเดียวกับ iTunes Match ให้อยู่แล้ว แต่ข้อแตกต่างคือ Apple Music นั้นเพลงที่ซิงค์ไปแล้วโหลดกลับมาจะติด DRM แต่ iTunes Match จะไม่ติด (ฉะนั้นถ้าผู้ใช้ต้องการซิงค์เพลงลง iCloud Music Library แต่ไม่ติด DRM จะต้องสมัคร iTunes Match + Apple Music) โดยการที่ Apple ตั้งใจจะให้ผู้ใช้ Apple Music ได้ใช้ iTunes Match ไปในตัวคือเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ใช้และลดความยุ่งยาก (และน่าจะเป็นการดึงดูดให้ผู้ใช้มาใช้ Apple Music มากขึ้นด้วย)

Apple จะค่อย ๆ เปิดบริการ iTunes Match ให้กับผู้ใช้ Apple Music เรื่อย ๆ วันละ 1-2 เปอร์เซ็นของผู้ใช้ทั้งหมด โดยฝั่งผู้ใช้ไม่ต้องทำอะไรเพียงแค่รอเท่านั้น

The Loop ยังบอกอีกว่า แอปเปิลจะมีการปรับปรุงอัลกอริทึมในการจับคู่เพลงใหม่ ให้สามารถจับคู่เพลงได้แม่นยำกว่าเดิม ลดปัญหาการจับคู่เพลงบางอย่างที่มักจะเจอบ่อย เช่น นำเพลงเวอร์ชันคอนเสิร์ต หรือเพลงตัวอย่างที่ศิลปินอัดเอง มาแทนด้วยเพลงเวอร์ชันสตูดิโอ

ที่มา – The Loop

Apple ออกอัพเดท iOS 10, watchOS 3, tvOS 10, macOS Sierra เวอร์ชัน Beta 2 ให้นักพัฒนาแล้ว

apple-release-ios-10-watchos-3-tvos-10-macos-sierra-beta-2

หลังจากที่แอปเปิลเปิดตัวซอฟต์แวร์ชุดใหม่หลายตัวในงาน WWDC ครั้งที่ผ่านมา ทั้งiOS 10, watchOS 3, tvOS 10 และ macOS Sierra เวอร์ชัน Beta 1 ผ่านมากว่า 3 สัปดาห์ วันนี้แอปเปิลออกอัพเดทเวอร์ชัน Beta 2 แล้ว

โดยนักพัฒนาที่ลงทะเบียนกับแอปเปิล สามารถโหลดอัพเดทซอฟต์แวร์เวอร์ชัน Beta 2 ได้ที่เว็บdeveloper.apple.com สำหรับผู้ใช้ทั่วไปคงต้องรอการเปิดให้ทดสอบแบบ Public Beta ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้

สำหรับเวอร์ชันเต็ม คาดว่าจะเปิดให้อัพเดทกันได้ในช่วงเดือนกันยายนนี้

iOS_10_photos

รวม 5 ฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจของ Photos บน iOS 10 จะมีอะไรใหม่บ้าง ไปดูกัน

ios10

เปิดตัวแล้ว iOS 10 อัพเดทใหม่เกือบหมด เน้นการใช้งานที่สะดวกกว่าเดิม

ที่มา>>>macthai

หลุด !! Dark Mode บน iOS 10 คาดอาจจะมาใน Beta เวอร์ชันถัดไป

ios-10-dark-mode-1ก่อนงานเปิดตัว iOS 10 ได้มีข่าวลือออกมาว่า แอปเปิลจะใส่ฟีเจอร์ Dark Mode มาให้ใน iOS 10 เหมือนกับบน OS X El Capitan แต่เมื่อถึงวันเปิดตัวจริง แอปเปิลกลับไม่พูดถึงฟีเจอร์ Dark Mode นี้เลย

แต่ล่าสุดได้มีนักพัฒนาคนนึงที่ชื่อ Andrew Wilk เข้าได้ทวีตรูปภาพหน้าจอที่เป็น Dark Mode บน iOS 10 Beta 1 ที่รันผ่าน Xcode 8 มาให้ดูกันxcode

ซึ่งภาพที่หลุดออกมานี้เป็นภาพในแอพ Message และก็ iBooks ซึ่งพื้นหลังคีร์บอร์ดจะเป็นสีดำทั้งหมด ตัวหนังสือจะเป็นสีเทา กับสีขาวแทน และสีพวกไอคอนปุ่มย้อนกลับทั้งหลายจะเน้นเป็นสีฟ้าเหมือนเดิม

ถึงแม้แอปเปิลจะยังไม่มีการออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า iOS 10 จะมี Dark Mode หรือไม่ คนส่วนใหญ่ชอบใช้ Dark Mode บน iPhone, iPad จริง ๆ หรือเปล่าvlcsnap-2016-06-13-13h34m19s837แต่ที่แน่ ๆ Apple TV รุ่นใหม่ล่าสุด ได้มีพื้นหลังสีโทนมืดมาให้แล้ว โดยสาเหตุหลักก็คือ คนส่วนใหญ่มักจะชอบดูหนังในห้องมืด ๆ เพราะฉะนั้นการมีพื้นหลังสีโทนมืดแทนสีขาว จะไม่ทำให้ดูแล้วไม่แสบตานั่นเอง

ที่มา – 9to5Mac