จริงหรือไม่? กินเนื้อสัตว์มาก เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ?

จริงหรือไม่? กินเนื้อสัตว์มาก เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ?หากบ้านใครมีผู้เฒ่าผู้แก่ที่อาจมีโรคภัยไข้เจ็บบ้างตามประสาคนมีอายุ ทำให้จำเป็นต้องรักษาสุขภาพมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ก็อาจจะเคยเห็นว่าบางท่านจะลดการทานเนื้อสัตว์น้อยลง ทานผักมากขึ้น หรืออาจจะทานอาหารรสชาติจืดลง อาหารมันน้อยลงไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ และเราขอให้ทำต่อไป

แต่กับผู้สูงอายุบางคนที่ร่างกายแข็งแรงเป็นปกติดี อาจจะยังทานอาหารตามใจปากเหมือนเดิม หมู ไก่ กุ้ง หมึก หรือแม้แต่เนื้อวัว ยังอาจเป็นอาหารประจำที่ขาดไม่ได้ในทุกมื้อ แต่จากรายงานผลการศึกษาล่าสุดของ American Heart Association ระบุว่า ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และรับประทานโปรตีนเป็นปริมาณมาก มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับประทานโปรตีนจากสัตว์
ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน ที่มีการรับประทานโปรตีนในปริมาณมาก มีอัตราการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว มากกว่าผู้หญิงที่อยู่ในวัยเดียวกัน แต่นิยมรับประทานผักมากกว่าโปรตีน

การวิจัยในครั้งนี้ ได้มีการติดตามการรับประทานโปรตีนของผู้หญิงอายุระหว่าง 50 – 79 ปี จำนวน 103,878 คน ตั้งแต่ปี 1993 จนถึงปี 1998 โดยให้พวกเธอรายงานการรับประทานอาหารเป็นประจำทุกวัน และติดตามผล ซึ่งปรากฏว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่มีรายงานการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวของกลุ่มดังกล่าวแต่อย่างใด แต่ปรากฏว่า ในปี 2005 มีรายงานการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวถึง 1,700 ราย

นักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูล ทั้งเรื่องของอายุ การศึกษา เชื้อชาติ รวมทั้งข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น ความดันสูง เบาหวาน เส้นเลือดตีบ รวมทั้งภาวะโลหิตจางร่วมด้วย

ดร. มูฮัมหมัด บาร์เบอร์ หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า สิ่งที่ค้นพบคือการรับประทานโปรตีนในปริมาณมาก ส่งผลอย่างเด่นชัดต่อการเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวนี้ แต่ทั้งนี้ ก็ยังแนะนำให้มีการศึกษาในเรื่องนี้เพิ่มเติม และแนะนำผู้บริโภคด้วยว่า การรับประทานโปรตีนจากพืช เป็นทางเลือกที่ดี เพราะจะนำไปสู่การมีสุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่ดี

ที่มา>>>Sanook

“นมถั่วเหลือง” พลังของ SuperDrink ที่จะทำให้สุขภาพคนยุคใหม่เป๊ะปังได้ !

“นมถั่วเหลือง” พลังของ SuperDrink ที่จะทำให้สุขภาพคนยุคใหม่เป๊ะปังได้ !

        ในปัจจุบันคนรุ่นใหม่ หรือหนุ่มสาวออฟฟิศในเมืองส่วนใหญ่จะมีไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ เพราะทุกนาทีมีค่า ตอนเช้าต้องรีบตื่นไปทำงาน กลางวันก็ต้องรีบทานข้าวเพื่อมาปั่นงาน แต่คนกลุ่มนี้ก็ยังรู้จัก “เลือก” สิ่งที่ดีที่สุดให้กับสุขภาพของตัวเอง โดยการเลือกออกกำลังกาย ไม่ว่าจะไปวิ่งจ็อกกิ้งที่สวนสาธารณะในวันว่าง เข้าฟิตเนสหลังเลิกงาน เล่นโยคะ หรือว่ายน้ำเพื่อผ่อนคลายอารมณ์

รวมไปถึงการเลือกของกินที่มีประโยชน์ ทุกมื้ออาหารต้องให้คุณค่าสารอาหารครบ ทำให้เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง และครบถ้วนเข้ามีบทบาทเติมเต็มให้กับชีวิตมากขึ้น หนึ่งในเครื่องดื่มที่เป็นที่นิยมเพราะมีประโยชน์และ Easy to drink ตามสไตล์ของคนรุ่นใหม่ก็คือ “นมถั่วเหลืองกล่อง” นั่นเอง ซึ่งเจ้านมถั่วเหลืองนับเป็น SuperDrink ที่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนเป็น “จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร” ได้ง่ายๆ

อยากรู้แล้วใช่มั้ยล่ะ..ว่ามันทำได้ยังไง วันนี้ Sanook จะขยายข้อดีให้โลกรู้เอง!

นมถั่วเหลืองเป็นแหล่งประโยชน์ที่สามารถดื่มได้ทุกเพศทุกวัย แถมยังเป็นโปรตีนจากพืชที่มีคุณค่าสูงเท่ากับนมวัว ทำให้ย่อยได้ง่าย จะดื่มตอนไหนก็สบายท้อง ไม่ต้องกลัวท้องอืดอีกด้วย

ถ้าคุณดื่มนมถั่วเหลืองอย่างต่อเนื่อง ก็จะกลายเป็นคนที่สุขภาพสตรองที่สุด แถมยังได้เรื่องผิว หุ่น และสมองอีกด้วย ซึ่งในยุคนี้ใครมีครบ ก็สามารถเปรียบได้ว่าเป็น “จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร” ที่ใครๆ ก็ต้องยอมสยบนั่นเอง เพราะว่าในนมถั่วเหลืองมี…
– ไอโซฟลาโวน สารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยทำให้ผิวพรรณเนียนเปล่งปลั่ง เส้นผมมีสุขภาพดี ใครเห็นก็อยากจะขยับเข้ามาใกล้ๆ
– โอเมก้า 3 ที่ไม่ได้มีแค่ในปลา จะช่วยช่วยพัฒนาสมองและการจดจำให้ดีขึ้น คิดงานอะไรก็ไหลลื่น ส่งงานทันเดทไลน์แน่นอนแถมยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายอีกด้วย
– โปรตีนชนิดกรดอมิโนจำเป็น ที่จะช่วยทำให้เราอิ่มท้อง ลดการทานของจุกจิกได้ เหมือนเป็นตัวช่วยคุมเรื่องหุ่น และยังเข้าไปช่วยเร่งการเผาผลาญไขมัน เข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและสร้างกล้ามเนื้อให้เราอีกทางเหมือนกัน

และไม่ต้องแปลกใจเลยว่าคนที่รักสุขภาพถึงเลือกดื่มนมถั่วเหลืองกล่องกัน นอกจากประโยชน์จัดเต็มขนาดนี้แล้ว ยังสามารถเก็บได้นาน ดื่มง่าย รสชาติอร่อย พกพาสะดวก เข้ากับไลฟ์สไตล์ยุคนี้สุดๆ

เห็นมั้ยล่ะ…ว่าพลังของนมถั่วเหลืองกล่องทำให้ร่างกายสตรอง
เปรียบเหมือนเป็น “จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร” ได้จริงๆ

ที่มา>>>ข่าวสด

5 เทคนิคง่ายๆ กินคลีนยังไงให้ได้ผล

5 เทคนิคง่ายๆ กินคลีนยังไงให้ได้ผล

เทรนด์กินคลีนกำลังมาแรงนะคะ ทั้งสูตรอาหารคลีนทำเองง่ายๆที่บ้าน หรือแม้กระทั่งอาหารคลีน delivery สั่งเป็นกล่องๆส่งให้ถึงบ้านหรือที่ทำงาน แต่ไม่ว่าจะเป็นอาหารคลีนแบบไหน เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าที่เราทานเข้าไปมันเป็นอาหารคลีนที่ดีต่อสุขภาพเราจริงๆ มันคลีนจริงอย่างที่เราเข้าใจหรือเปล่า Sanook! Health ขอเสนอคำแนะนำในการกินคลีนสำหรับมือใหม่หัดกินมาฝากกันค่ะ

1. กินคลีนให้ได้ทุกมื้อ

นึกอยากจะกินคลีน อยากสุขภาพดี จะทำตัวอินเทรนด์แค่บางมื้อมันไม่ได้ผลหรอกค่ะ ต้องบังคับตัวเองให้กินคลีนให้ได้ทุกๆวัน เริ่มจากเพิ่มผักผลไม้ให้เป็น 50% ของมื้ออาหารในทุกๆมื้อ แล้วทานโปรตีนไขมันน้อยด้วย นอกจากน้ำหนักที่ลดลงแล้ว ของแถมที่เก๋กู้ดยิ่งกว่าก็คือ โรคประจำตัวที่เป็นอยู่จะดีขึ้น และจะอายุยืนขึ้นด้วยนะ

2. กินบ่อยๆแต่ครั้งละน้อยๆ

เวลาหิวจัดๆ เป็นใครใครก็กินเยอะ ว่าไหมคะ? เพราะฉะนั้นอย่าทนหิวค่ะ แค่รู้สึกหิวนิดๆก็รีบทานเลย แบ่งมื้ออาหารออกเป็น 5-6 มื้อต่อวัน แต่เป็นมื้อเล็กๆทั้งหมด อาจจะเป็นข้าวตอนเช้า กลางวัน แต่บ่ายๆเย็นๆเป็นผลไม้ สลัด โยเกิร์ต หรือธัญพืชถ้วยเล็กๆก็ได้ หรือบางคนใช้วิธีแบ่งทาน คือตอนกลางวันทานไปส่วนหนึ่ง ที่เหลืออีกส่วนหนึ่งเก็บมาทานตอนบ่ายก็ได้ค่ะ ทานตอนไม่หิวจัด รับรองว่าอิ่มง่าย อิ่มไว ไม่อ้วนแน่นอน

3. ทานโปรตีน และ/หรือไขมัน ควบคู่ไปกับคาร์โบไฮเดรต

กินคลีนไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้ทานไขมันหรือคาร์โบไฮเดรตเลยนะคะ เพียงแต่ต้องเลือกประเภทไขมันและคาร์โบไฮเดรตที่ทานเข้าไปให้เป็นส่วนที่ดีต่อร่างกาย เช่น ไขมันจากปลา หรือคาร์โบไฮเดรตจากขนมปังโฮลวีตและข้าวซ้อมมือ เป็นต้น ทั้งนี้การทานโปรตีน และ/หรือไขมัน ควบคู่ไปกับคาร์โบไฮเดรตจะช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม นอกจากนี้อาหารที่มีกากใยสูงก็ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน ดังนั้นกล่าวได้ว่าหากคุณกินคลีนด้วย 2 วิธีนี้ จะสามารถช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้เลยล่ะค่ะ

4. เลือกวัตถุดิบที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติน้อยที่สุด

ใครที่ใส่ใจธรรมชาติมากๆอาจจะเคยได้ยินเรื่อง sustainability ว่าวัตถุดิบที่เราใช้ปรุงอาหารกันนั้น บางอย่างกว่าจะได้มาก็ต้องทำลายธรรมชาติไปมากมาย ยกตัวอย่างง่ายๆ หากคุณเลือกทานปลาที่อยู่ในฤดูวางไข่ คุณอาจกำลังทำลายความสมดุลทางนิเวศวิทยาอยู่ก็เป็นได้ หากเริ่มต้นทำสิ่งดีๆกับธรรมชาติทีละเล็กทีละน้อย เชื่อเถอะค่ะว่าคุณจะกลายเป็นคนที่คลีนทั้งร่างกายและจิตใจเลยล่ะ

5. ทำทานเองทีละน้อยๆดีกว่า

ถึงแม้ว่าการสั่ง delivery จะสะดวกและรวดเร็วทันใจเรา แต่ทราบหรือไม่ว่าการที่ต้องทำอาหารครั้งละมากๆแล้วตักแบ่งใส่ชามเป็นส่วนๆในครั้งเดียว อาจพบปริมาณเกลือและไขมันมากกว่าการปรุงเพื่อเสิร์ฟให้คนทานครั้งละน้อยๆ เพราะเราจะควบคุมปริมาณวัตถุดิบและเครื่องปรุงที่ใส่ลงไปได้ดีกว่า

ที่มา>>>Sanook