Apple ปล่อยโฆษณา Apple Watch Series 2 ใหม่ โชว์ฟีเจอร์ วงกลม 3 สีในแอพ Activity

apple watch series 2 activityวันนี้แอปเปิลได้ปล่อยโฆษณา Apple Watch Series 2 ชุดใหม่ ในชื่อชุด Close Your Rings หรือวงกลม 3 สีในแอพ Activity นั่นเอง โดยความยาวโฆษณาชุดนี้ประมาณ 15 วินาที

โดยในโฆษณาจะแสดงการออกกำลังกายในแบบต่าง ๆ คือ วงกลมสีแดงจะแสดงแคลอรี่ในการเคลื่อนไหวทั้งหมดในแต่ละวัน ถัดมาวงกลมสีเขียวเป็นวงกลมที่แสดงเวลาของการออกกำลังกาย ซึ่งวงกลม 1 รอบเท่ากับ 30 นาที เราจะต้องออกกำลังกายอะไรก็ได้ให้ครบ 30 นาทีถึงจะทำให้วงกลมนี้ครบรอบ และสุดท้ายวงกลมสีฟ้าคือ Stand หรือการยืนในแต่ละวัน

โดยในโฆษณาแอปเปิลได้เลือกกิจกรรมทั้ง 3 อย่าง คือ เล่นจานร่อน ว่ายน้ำ และยืนเล่นกับลูก ๆ ซึ่งแอปเปิลจะแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายวิธีไหน Apple Watch ก็จะบันทึกการออกกำลังกายให้ทั้งหมด และแอปเปิลยังชูฟีเจอร์กันน้ำเต็มรูปแบบตามมาตรฐาน IPX8 ว่าเราสามารถใส่ลงไปว่ายน้ำได้ด้วย


“สำหรับชาวสุราษฎร์ธานี ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ สุราษฎร์ธานี ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO สุราษฎร์ธานี ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

7 คุณสมบัติใหม่ของ Apple AirPods คุ้มมั้ยถ้าคิดจะซื้อ?

7 คุณสมบัติใหม่ของ Apple AirPods คุ้มมั้ยถ้าคิดจะซื้อ?การมาของ AirPods นับว่าเป็นอุปกรณ์ที่ออกมาสร้างกระแสนิยมให้กับ Apple ได้เป็นอย่างมาก ทั้งความเป็นหูฟังไร้สาย ดีไซน์เก๋ พร้อมคุณภาพเสียงระดับไฮเอนด์ ที่ทำให้ผู้บริโภคยอมควักกระเป๋าจ่ายในราคา 160 ดอลล่าร์สหรัฐ กันได้ไม่ยาก ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า100นอกจากความล้ำที่ว่ามาแล้ว AirPods ของ Apple ยังมีอีก 7 คุณสมบัติสำคัญ ที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ตัวนี้สร้างความโดดเด่นเป็นอย่างมากในท้องตลาด

1. ความเป็นอุปกรณ์ของ Apple แน่นอนว่า ด้วยความเป็นอุปกรณ์ของ Apple ก็ทำให้หลาย ๆ คนเทใจมาให้แล้ว เพราะความโดดเด่นเรื่องการใช้งานง่าย AirPods ก็ใช้งานง่ายมากเช่นกัน เพียงแต่หยิบออกมาจากกล่อง มันก็เริ่มทำงานทันที โดยคุณจะสังเกตได้ว่ามันเริ่มทำงานแล้ว จากหน้าจอมือถือของคุณ ไม่ว่าจะเป็น iPhone หรืออุปกรณ์อื่นที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS 10 ขึ้นไป มันจะบอกสถานภาพของแบตตารี่ที่มีอยู่ และพร้อมใช้งานในทันที ด้วยการเชื่อมต่อกับ Bluetooh ก็ทำให้การทำงานลื่นไหลไม่มีสะดุด มีกล่องเก็บที่พกพาสะดวก ไม่ต้องมากังวลเรื่องสายพันกันเหมือนกับหูฟังรุ่นอื่น ๆ14853172854912. ใช้ชิพ W1 ของ Apple ซึ่งชิพตัวนี้เอง ที่เป็นความลับที่อยู่เบื้องหลังความเสถียร และความรวดเร็วในการเชื่อมต่อ Bluetooth ชิพตัวเล็ก ๆ ตัวนี้ ฉลาดมาก มีประสิทธิภาพสูงมาก และเชื่อถือได้มาก ๆ ในเรื่องของการเชื่อมต่อ กับอุปกรณ์อื่น ๆ ของ Apple คุณสามารถเปลี่ยนอุปกรณ์เชื่อมต่อของคุณกลับไปกลับมาได้ โดยไม่มีผลกระทบอะไรเลย14853181104163. รองรับการทำงานของ Siri คุณสามารถเข้าไปใช้โปรแกรม Siri จาก AirPods ได้ง่าย ๆ เพราะ Siri จะตอบคำถามให้คุณโดนที่คุณไม่ต้องเอื้อมมือไปหยิบ iPhone มาด้วยซ้ำ เพียงแค่แตะที่ตัวหูฟังก็สามารถข้างใดข้างหนึ่ง ก็สามารถคุยกับ Siri ได้แล้ว นอกจากนั้น คุณยังสามารถตั้ง Customize ส่วนตัว สำหรับการใช้งานโปรแกรมอื่นได้ด้วยเช่นกัน เช่นอาจจะเป็นการตั้งให้แตะหูฟัง 3 ครั้ง เป็นต้น14853182182584. อุปกรณ์สามารถรับรู้ได้ทันทีที่เข้าไปอยู่ในหูของคุณ เพราะจะมีอินฟาเรด เซนเซอร์ อยู่ในตัว AirPod ซึ่งตัวอุปกรณ์จะรับรู้ได้ด้วยตัวเอง ว่าคุณพร้อมจะฟังแล้ว ให้เปิดเพลงได้ พร้อมหยุดอัตโนมัติ เมื่อคุณเอาหูฟังออกจากหู14853184217765. มีระบบการตรวจจับเสียง เมื่อคุณพูด อุปกรณ์จะรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนที่ต้นเสียงของคุณ และมันจะทำงานร่วมกับไมโครโฟน และตัดเสียงรบกวนภายนอกออกให้ทันที และจะจับเสียงที่ไมโครโฟนเป็นหลัก14853184389846. แบตตารี่ ใช้งานได้นานไม่ต้องชาร์จทุกวัน จริง ๆ แล้ว อุปกรณ์ AirPod จะสามารถนำมาใช้ฟังเพลงได้ 5 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง แต่ตัวกล่องของมันนั้น มีแบตตารี่ที่สามารถชาร์จได้มากกว่า 24 ชั่วโมง ซึ่งนับว่ามีประโยชน์ในการใช้งานมาก ผู้ใช้งานบางคน ชาร์จแค่สัปดาห์ละ 2 ครั้งเท่านั้น14853184541937. ด้วยราคา 160 ดอลล่าร์สหรั แน่นอนว่า ราคาสูงอยู่เหมือนกันถ้าจะคิดว่าเป็นราคาสำหรับหูฟัง เมื่อเทียบกับหูฟังรุ่นอื่น ๆ ที่อาจมีราคาเพียงแค่ 25 ดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้น

แต่หากพิจารณาองค์ประกอบอื่น ๆ รวมทั้งเปรียบเทียบกับหูฟังระดับไฮเอนจากค่ายอื่น ก็จะเห็นว่า เป็นราคาที่ไม่ทิ้งกันเท่าไหร่ อย่างเช่น Samsung Gear Icon X ตั้งราคาไว้ที่ 250 ดอลล่าร์สหรัฐ และอาจจะลดลงมาเหลือราคา 160 ดอลล่าร์สหรัฐเช่นกัน


“สำหรับชาวสุโขทัย ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ สุโขทัย ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO สุโขทัย ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

macOS Sierra 10.12.3 จะแจ้งเตือนหากหน้าจอสว่างเกินไป เพื่อลดการใช้แบต

macbook-pro-time-remainingวันนี้ Apple ได้ปล่อยอัพเดท macOS Sierra 10.12.3 ในเวอร์ชั่น beta ซึ่งก็เป็นเวอร์ชั่นที่ 4 แล้ว ก่อนที่ Apple จะปล่อยให้คนทั่วไปใช้ในเร็ว ๆ นี้ อีกหนึ่งข้อสังเกตที่ทางเว็บไซต์ MacRumors ได้พบก็คือ ในเวอร์ชั่นนี้นั้น Apple ได้เพิ่ม “ความสว่างของหน้าจอ” เป็นหนึ่งในการแจ้งเตือนโปรแกรมหรือปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้แบตของ Mac หมดเร็วขึ้น

ปกติแล้วเราสามารถเลือกดูแอพหรือโปรแกรมที่ใช้งานแบตเยอะได้จากการกดที่เครื่องหมายแบตเตอร์รี่ด้านบนขวาของหน้าจอ ซึ่งระบบก็จะโชว์แอพที่กินแบตเยอะ (ส่วนมากจะเป็น โปรแกรมหนัก ๆ หรือเว็บเบราเซอร์) นี่จะเป็นครั้งแรกที่ Apple สั่งให้ระบบแจ้งเตือนหากผู้ใช้เปิดไฟหน้าจอสูงเกิน 75 เปอร์เซ็น19772-20776-macosbetabatterydisplay1jpg-lปกติแล้ว MacBook ทุกรุ่นจะมี Ambient Light sensor เพื่อตรวจจับแสงในสภาพแวดล้อมที่เราใช้งานอยู่ แล้วนำไปคำนวณค่าความสว่างของทั้งหน้าจอและไฟบนคีย์บอร์ดที่เหมาะสม ช่วยให้ไม่เปลืองแบตและยืดเวลาการใช้งาน Mac ให้นานขึ้น แต่ผู้ใช้งานก็สามารถเปลือกปรับความสว่างได้เองก็เช่นกัน และแน่นอนว่าหากเปิดสุดก็จะใช้แบตมาก

:: แล้วถ้าหากต้องการแสงสว่างมากต้องทำไง ? ::

แม้ว่า Apple จะเริ่มการแจ้งเตือนนี้มา แต่ทีมงาน MacThai ก็เป็นว่าจริง ๆ แล้วการแจ้งเตือนแบบนี้อาจจะดูกำปั้นทุบดินมากไปหน่อย แนะนำว่าหากอยากประหยัดแบตจริง ๆ ละก็ ควรเลือกปรับเวลาการแสดงไฟหน้าจอที่เหมาะสมดีกว่า โดยเราสามารถเลือก เวลาสว่างของหน้าจอ (หน้าจอจะปิดไฟเองหากไม่มีการใช้งาน) ได้จาก Menu “การประหยัดพลังงาน” หรือ Energy Saving ใน System Preferencesenergysavingจากนั้นเราสามารถเลือกให้ปิดไฟหน้าจอตามเวลาที่กำหนดไว้ได้ ทั้งในตอนที่ใช้ไฟจากแบต และต่อชาร์จอยู่ ซึ่งทีมงานได้เลือกไว้ประมาณ 5 นาที (อาจจะมากไป) แนะนำว่าซัก 1 นาทีก็พอ หน้าจอจะเลือกพักเวลาที่เราไม่มีการใช้งานเอง


“สำหรับชาวร้อยเอ็ด ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ร้อยเอ็ด ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ร้อยเอ็ด ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

ซีอีโอ Apple เรียกร้องให้พนักงานทุกคนมั่นใจในอนาคต หลัง “ทรัมป์” ชนะการเลือกตั้ง

ซีอีโอ Apple เรียกร้องให้พนักงานทุกคนมั่นใจในอนาคต หลัง “ทรัมป์” ชนะการเลือกตั้งผลจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2016 ที่ปรากฏว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้รับชัยชนะ เหนือฮิลลารี คลินตัน ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ คนที่ 45 นับเป็นชัยชนะที่พลิกโผหักปากกาเซียนพอสมควร แต่สิ่งกำลังจะเกิดขึ้นหลังทรัมป์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ได้สร้างความกังวลถึงความไม่แน่นอนให้กับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจแทบทุกภาคส่วนไปทั่วโลกTim Cook ซีอีโอ Apple

หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple เข้าใจถึงสถานการณ์ความไม่แน่นอนหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจทั่วโลก สิ่งที่ Tim Cook ซีอีโอ Apple ออกมาเคลื่อนไหวหลังการเลือกตั้ง คือ การส่งจดหมายถึงพนักงานทุกคนของ Apple เรียกร้องให้พนักงานทุกคนมีความมั่นใจ ขอให้เชื่อมั่นในแนวทางที่ Apple ดำเนินมาโดยตลอด ผลิตภัณฑ์ของเราเชื่อมถึงทุกคนในทุกที่และเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับลูกค้าในการทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมเพื่อพัฒนาชีวิตภายใต้โลกอันกว้างใหญ่  … เราจะเดินไปข้างหน้าด้วยกัน

 สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Tim Cook ต้องออกจดหมายสร้างความมั่นใจถึงพนักงานทุกคน สืบเนื่องจากนโยบายด้านผู้อพยพของทรัมป์ ที่ระบุว่าจะสร้างระบบควบคุมการอพยพย้ายถิ่น เพื่อเพิ่มค่าจ้างและรับประกันตำแหน่งงานที่กำลังว่างจะต้องเป็นของประชาชนชาวอเมริกันก่อน ตลอดจนสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวอเมริกันเป็นลำดับแรก ซึ่งอาจทำให้พนักงาน Apple ที่มีหลากหลายเชื้อชาติเกิดความกังวลต่อสิ่งที่จะตามมา ทำให้ Tim Cook จำเป็นต้องออกมาสร้างความเข้าใจให้กับพนักงานทุกคนเป็นการด่วน

นอกจากนี้หากใครที่ติดตามข่าวที่เกิดขึ้นช่วงโดนัลด์ ทรัมป์ หาเสียง จะพบว่าทรัมป์เคยออกมาประกาศให้ร่วมแบน Apple จนกว่าจะยอมช่วย FBI ให้เข้าถึงข้อมูลใน iPhone ของผู้ต้องหาในดคีกราดยิงที่เมืองซานเบอร์นาดิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย จนมีผู้เสียชีวิตถึง 14 ราย พร้อมกันนี้ทรัมป์ยังเคยออกมาประกาศความต้องการที่จะให้ Apple ย้ายฐานการผลิตกับมาสู่สหรัฐอเมริกาอีกด้วย

ด้วยสิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวออกไป คงต้องทำให้ Apple ต้องติดตามสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ พร้อมทั้งเตรียมรับมือต่อนโยบายหลังการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ คนที่ 45


“สำหรับชาวขอนแก่น ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ขอนแก่น ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ขอนแก่น ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

Apple สนับสนุนเงินให้ผู้สร้างเพลงหลายราย เพื่อนำเพลงเหล่านั้นมาลงเฉพาะ Apple Music

apple-music-adsขKenny ChesneyRolling Stone ได้เผยรายงานว่า ตอนนี้ Apple เริ่มจะสนับสนุนทางด้านการเงินในการสร้างคอนเทนต์หลาย ๆ แบบ ไม่ว่าจะเป็นเพลง, มิวสิควิดีโอ และอื่น ๆ

ปัจจุบัน Apple อยู่ในตำแหน่งที่เป็นผู้นำด้านการกระจายคอนเทนต์ต่าง ๆ ผ่านช่องทางดิจิทัล ซึ่งรายงานล่าสุดเผยว่าตอนนี้ Apple ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินกับเหล่าผู้สร้างคอนเทนต์ดัง ๆ หลายเจ้า และผลพลอยได้ที่ Apple จะได้รับก็คือคอนเทนต์เหล่านั้นจะได้นำมาลงเฉพาะ Apple Music (โดยอาจมีระยะเวลากำหนด หรือตลอดไป แล้วแต่การตัดสินใจ)

จากรายงานเผยว่า เงินที่ Apple จ่ายไปนั้น มีทั้งไปสนับสนุนมิวสิควิดีโอ Phenomenal ของ Enimem, ภาพยนตร์คอนเสิร์ต 1989 World Tour ของ Taylor Swift, Hotline Bling ของ Drake, Can’t Feel My Face สองเวอร์ชันของ The Weeknd, EVOL ของ Future และ Apple ยังเป็นพาร์ทเนอร์กับ Keith Richards, the Black Eyed Peas, Selena Gomez และยังมีศิลปินอื่น ๆ อีกมากมาย

โครงการสนับสนุนผู้สร้างคอนเทนต์ของ Apple นั้นถือว่าเป็นโครงการใหญ่ของ Apple ที่แม้แต่ผู้บริหารระดับสูงอย่าง Tim Cook ก็ไปร่วมกับการสร้างวิดีโอ Borders ของ M.I.A. ด้วย

Jimmy Iovine ผู้ก่อตั้ง Beats ที่ทำงานร่วมกับ Apple ตั้งแต่ที่ได้ซื้อบริษัทมาก็ได้บอกว่า “เราอยากจะเป็นบ้านให้ศิลปินทำสิ่งต่าง ๆ ได้”applemusicbanner4Monte Lipman จาก Republic Record ต้นสังกัดของ Weeknd และ Ariana Grande บอกว่า “Apple is sexy” ซึ่งเขาบอกต่อไปว่า พวกเขาเตรียมการทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำสำเร็จมาก่อน ซึ่งพวกเขาเข้าหาเราในแบบที่เราตัดสินใจว่าเป็นโอกาสที่เป็นวิธีใหม่ ๆ (groundbreaking opportunities)

Larry Jackson ซึ่งมีตำแหน่งดูแลด้าน original-music content ของ Apple เคยบอกไว้ว่าเป้าหมายคือทำให้ Apple Music เป็นจุดรวมของทุกสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันใน pop culture ซึ่งตัว Jackson นี้เองคือผู้ที่มีหน้าที่หลักในการเจรจา, เซ็นสัญญาต่าง ๆ กับค่ายเพลงและศิลปินโดยตรง

Lipman บอกว่า Apple มี sense ของการผจญภัย คือความมั่นใจสูงสุดของพวกเขา Jackson จะชอบเล่าเรื่องของ Iovine ที่ว่า “มีแร้งสองตัวเกาะสายไฟอยู่ แร้งตัวหนึ่งกำลังรอให้สิ่งหนึ่งตาย ส่วนแร้งอีกตัวบอกว่า ‘รอทำไม ฆ่าอะไรสักอย่างไปเลยดีกว่า’ นั่นคือแนวคิด คุณก็แค่ทำแล้วก็ทำให้มันเสร็จ”taylor-swift-will-release-1989-world-tour-exclusively-on-apple-music-coverสำหรับ Taylor Swift แล้ว ในวิดีโอ 1989 World Tour นั้น เธอกล่าวว่า Jackson ได้ร่วมกันกับเธอทั้งการถกเถียง, วางแผน และแก้ไขด้วยกัน โดยความร่วมมือนี้ยังขยายไปจนถึงโฆษณาด้วย โดยโฆษณาที่ Taylor Swift แสดงนั้นมีตอนหนึ่งใช้เพลง Jumpman ของ Drake & Future ผลลัพธ์คือยอดขายของเพลงสูงขึ้น 4 เท่าหลังจากโฆษณาชิ้นนี้ออกมา

แม้กระนั้นก็ตาม Apple ก็ยังพลาดคอนเทนต์จาก Kanye West โดยนำอัลบั้ม The Life of Pablo ไปลง Tidal แทนด้วยเหตุผลที่ West อยากทำงานกับ Jay Z ซึ่งเป็นเพื่อนของเขา (และ 6 สัปดาห์ให้หลัง อัลบั้มนี้ก็มาลงบริการสตรีมมิ่งอื่น ๆ รวมทั้ง Apple Music)

Apple Music จะเน้นไปที่คอนเทนต์ แม้ว่า Apple เองถือว่ายังอีกไกลต่อการควบคุมธุรกิจสตรีมเพลงได้ทั้งหมด โดยธุรกิจนี้มียอดรวมธุรกิจเติบโตจาก 1.4 พันล้านในปี 2013 เป็น 2.4 พันล้านในปี 2015 ซึ่งมีคู่แข่งอย่าง Spotify ที่มีผู้สมัครสมาชิกเสียเงิน 30 ล้านคน, Apple Music มีผู้สมัครสมาชิก 15 ล้นคน และ Tidal มี 3 ล้านคน

Spotify จะได้เปรียบคู่แข่งอื่น ๆ ในแง่ฐานผู้ใช้ เพราะทั้งบริการมีผู้ใช้รวมทั้ง freemium (ฟรีมีโฆษณา) รวมกับผู้ใช้ที่เสียเงินอยู่ที่ 100 ล้านคน ส่วน Tidal ของ Jay Z ก็จะมีเพลงแบบ exclusive ของศิลปินระดับ high-profile เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Beyoncé, Rihanna และ Kanye West

แต่เมื่อดูไปที่คู่แข่งทุกรายในธุรกิจแล้ว สิ่งที่ Apple มีเยอะที่สุด และสามารถใช้ได้เต็มที่แบบที่ไม่มีใครสู้ในระยะเวลาอันสั้นได้เลยก็คือ “เงิน” โดยเงินที่ Apple มีอยู่สามารถเอาไปใช้สร้างคอนเทนต์และพัฒนา Apple Music ให้ทัดเทียมและแข่งขันกับคู่แข่งอีก 2 เจ้าได้ไม่ยาก ซึ่งจากรายงานก็พอจะเห็นภาพได้คร่าว ๆ ว่า Apple วางแผนจะใช้เงินเพื่อสนับสนุนในการสร้างคอนเทนต์มาแข่งกับบริการอื่น ๆ นั่นเอง

ที่มา – AppleInsider, Rolling Stone

รู้จักเทคโนโลยีใหม่บน iOS 10 ที่ช่วยให้แอพเร็วขึ้น

ios10_faster_app

ช่วงนี้นักพัฒนาหลายคนเริ่มอ่านรายละเอียดของ iOS 10 และได้เขียนเรื่องราวออกมาเรื่อย ๆ ซึ่งมีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ และทีมงาน MacThai จะนำมาเล่าให้ฟังกัน ก็คือเทคโนโลยีใหม่บนตัว iOS 10 ที่ทำให้แอพเร็วขึ้น

เรื่องนี้ได้มาจากต้นฉบับซึ่งเป็นบทความจาก The Next Web ปัจจุบันการโหลดข้อมูลของแอพบน iOS 10 นั้นมีหลายจุดที่เมื่อเรา scroll เร็ว ๆ ไปแล้วจะทำให้เริ่มเกิดการกระตุก เนื่องจากตัวแอพต้องรอโหลดข้อมูล frame rate จึงลดลง ส่งผลให้เห็นการกระตุก ดังนั้น Apple จึงเปลี่ยนวิธีโหลดข้อมูลกับ API ที่เข้าถึงข้อมูลรวมถึง API สำหรับการแสดงผลต่าง ๆ บน iOS 10 หลายอย่าง ดังนี้

Prefetching Data โหลดข้อมูลมารอไว้ก่อน

ปกติแล้วถ้าเรา scroll ในแอพใด ๆ ก็ตาม จะมีข้อมูลเยอะ ๆ เรียกว่า cell ซึ่งถ้าเราเริ่ม scroll เร็วมาก ๆ จะถึงจุด ๆ หนึ่งที่แอพเริ่มจะ frame rate ลดลง และเกิดอาการกระตุกขึ้นเล็กน้อย

ในงาน WWDC ครั้งนี้ Apple ได้อธิบายไว้ว่าเหตุผลที่ frame rate ลดลงนี้เพราะว่าคอนเทนต์ต่าง ๆ ถูกโหลดแค่แปปเดียวแล้วก็นำขึ้นหน้าจอทันที ฉะนั้น cell เหล่านั้นเพิ่งถูกโหลดมาเพียงไม่กี่มิลลิวินาทีก่อนที่มันจะแสดงขึ้นมา บางครั้งก็อาจเกิดอาการโหลดไม่ทัน

ฉะนั้นเพื่อแก้ปัญหานี้ ต่อไป Apple จะใช้วิธีโหลดข้อมูล cell เหล่านั้นขึ้นมาก่อนที่จะแสดงขึ้นมาบนหน้าจอ ซึ่ง Apple บอกว่าในอุดมคตินั้นจะสามารถทำได้ถึง 60 เฟรมต่อวินาทีเลยทีเดียว ซึ่งวิธีเรียกว่า prefetching data

ปรับปรุง API สำหรับการเรียกข้อมูล

Apple ได้ใช้ API สำหรับการเรียกใช้ข้อมูลใหม่บน iOS 10 ซึ่ง API ใหม่นี้จะเข้าถึงข้อมูลได้แบบ asynchronous เหมือนเดิม แต่ว่าจะทำให้เรียกใช้ได้เร็วขึ้น ซึ่ง Apple ได้ออกแบบให้ทำงานได้กับ Core Data ซึ่งจะใช้งานกับ solution ทุกแบบที่นักพัฒนากำลังใช้อยู่ ซึ่งปัจจุบันนักพัฒนามักจะใช้ฐานข้อมูลอย่างเช่น Realm เพื่อทำให้เร็วขึ้น แต่การที่ Apple ปรับปรุง Core Data ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก

ตัว API นี้จะโหลดข้อมูลในเบื้องหลังโดยไม่ไปรบกวน main thread ซึ่งจะทำให้การ scroll มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ฉะนั้นข้อมูลก็จะมาทันกับการการะทำต่าง ๆ ที่ cell ถูกโหลดขึ้นมา

ios10

แอพคอลัมน์เยอะ ๆ ถูกเปลี่ยนวิธีโหลดใหม่

ปัจจุบัน แอพที่มีคอลัมน์หลาย ๆ คอมลัมน์ จะโหลดแถวทั้งหมดของ cell ทีเดียวเหมือนแอพแบบคอลัมน์เดี่ยว แต่ก็จะเกิดปัญหา frame rate ลดลงเมื่อผู้ใช้ scroll เร็ว ๆ

ต่อไปนี้ Apple จะเปลี่ยนวิธีโหลด cell ใหม่ทั้งหมด โดย cell จะถูกโหลดขึ้นมาจากซ้ายไปขวา ซึ่งจะทำให้แอพที่ซับซ้อนมีประสิทธิภาพได้เทียบเท่ากับแอพทั่ว ๆ ไป ซึ่งถ้านักพัฒนาแสดงคอนเทนต์ใน page view หรือ table view แล้ว API ที่ Apple ทำใหม่นี้สามารถจัดการให้ได้ทันที

การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

Apple กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของ API บน iOS 10 ที่ว่ามานี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบอัตโนมัติ นักพัฒนาเพียงคอมไพล์แอพให้รองรับ iOS 10 โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโค้ดที่ใช้ API เหล่านี้เลย เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดถูกทำในเบื้องหลังของ API

ทั้งนี้ ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า เทคโนโลยีใหม่บน iOS 10 นี้จะสามารถช่วยให้แอพเร็วขึ้นสมคำที่ Apple คุยไว้หรือไม่

ที่มา>>>MacThai

iPhone 7 อาจพลิกโฉมดีไซน์ครั้งใหญ่ด้วยจอไร้ขอบ!

iPhone 7 ว่าที่เรือธงรุ่นต่อไป อาจพลิกโฉมดีไซน์ครั้งใหญ่ด้วยจอไร้ขอบ! พร้อมเทคโนโลยีการสแกนนิ้วแบบ Ultrasound Imaging ที่ล้ำหน้ากว่า Touch ID คาดเปิดตัวกันยายนนี้!

เรียกได้ว่ามีการปล่อยข้อมูลเกี่ยวกับว่าที่เรือธงรุ่นต่อไปจากค่าย Apple อย่าง iPhone 7 ออกมาให้ได้ทราบกันอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดก็มีการเปิดเผยเบาะแสใหม่เกี่ยวกับการดีไซน์ iPhone 7 รูปแบบใหม่ออกมาให้ได้ทราบกันเพิ่มเติม

จากรายงานล่าสุดระบุว่าทาง Apple อาจปรับดีไซน์ iPhone รุ่นใหม่ให้มีหน้าจอไร้ขอบ และไร้ปุ่มโฮม พร้อมฝังกล้องดิจิทัลด้านหน้า และเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ภายใต้หน้าจอ ซึ่งสอดคล้องกับสิทธิ บัตรที่ทาง Apple จดทะเบียนไปเมื่อเดือนมีนาคมปี 2015 ที่ผ่านมา และได้รับการเปิดเผยรายละเอียดเมื่อเร็วๆ นี้

โดยเผยให้เห็นการสแกนลายนิ้วมือผ่านหน้าจอได้โดยตรง พร้อมกับระบุว่าเป็นเทคโนโลยีการสแกนลายนิ้วมือแบบ Ultrasound Imaging หรือ การใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูงแบบอัลตราซาวด์ (Ultrasound) ที่สามารถจดจำรายละเอียดของลายนิ้วมือในทุกตำแหน่งของหน้าจอ และมีความถูกต้องแม่นยำมากกว่าระบบ Touch ID ในปัจจุบัน

การสแกนลายนิ้วมือด้วยเซ็นเซอร์แบบ Ultrasound Imaging นั้นจะมีตัวแปรความถี่ทั้งในแนวตั้ง และแนวนอนของกระจก โดยตัวแปรความถี่ทั้งสองตัวจะมีหน้าที่ในการจดจำรายละเอียดของลายนิ้วมือ และส่งข้อมูลต่อไปยังเซ็นเซอร์ที่อยู่ภายในด้วยคลื่นความถี่สูงแบบอัลตรา ซาวด์

เรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยยกระดับความปลอดภัยให้ดีขึ้นไปอีก ขั้น แต่อย่างไรก็ตาม การสแกนลายนิ้วมือด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการทดลองเท่านั้น ซึ่งคงต้องคอยติดตามกันต่อไป ว่า iPhone 7 จะมาพร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือแบบใหม่นี้จริงหรือไม่

ที่มา : 9to5mac