7 คุณสมบัติใหม่ของ Apple AirPods คุ้มมั้ยถ้าคิดจะซื้อ?

7 คุณสมบัติใหม่ของ Apple AirPods คุ้มมั้ยถ้าคิดจะซื้อ?การมาของ AirPods นับว่าเป็นอุปกรณ์ที่ออกมาสร้างกระแสนิยมให้กับ Apple ได้เป็นอย่างมาก ทั้งความเป็นหูฟังไร้สาย ดีไซน์เก๋ พร้อมคุณภาพเสียงระดับไฮเอนด์ ที่ทำให้ผู้บริโภคยอมควักกระเป๋าจ่ายในราคา 160 ดอลล่าร์สหรัฐ กันได้ไม่ยาก ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า100นอกจากความล้ำที่ว่ามาแล้ว AirPods ของ Apple ยังมีอีก 7 คุณสมบัติสำคัญ ที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ตัวนี้สร้างความโดดเด่นเป็นอย่างมากในท้องตลาด

1. ความเป็นอุปกรณ์ของ Apple แน่นอนว่า ด้วยความเป็นอุปกรณ์ของ Apple ก็ทำให้หลาย ๆ คนเทใจมาให้แล้ว เพราะความโดดเด่นเรื่องการใช้งานง่าย AirPods ก็ใช้งานง่ายมากเช่นกัน เพียงแต่หยิบออกมาจากกล่อง มันก็เริ่มทำงานทันที โดยคุณจะสังเกตได้ว่ามันเริ่มทำงานแล้ว จากหน้าจอมือถือของคุณ ไม่ว่าจะเป็น iPhone หรืออุปกรณ์อื่นที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS 10 ขึ้นไป มันจะบอกสถานภาพของแบตตารี่ที่มีอยู่ และพร้อมใช้งานในทันที ด้วยการเชื่อมต่อกับ Bluetooh ก็ทำให้การทำงานลื่นไหลไม่มีสะดุด มีกล่องเก็บที่พกพาสะดวก ไม่ต้องมากังวลเรื่องสายพันกันเหมือนกับหูฟังรุ่นอื่น ๆ14853172854912. ใช้ชิพ W1 ของ Apple ซึ่งชิพตัวนี้เอง ที่เป็นความลับที่อยู่เบื้องหลังความเสถียร และความรวดเร็วในการเชื่อมต่อ Bluetooth ชิพตัวเล็ก ๆ ตัวนี้ ฉลาดมาก มีประสิทธิภาพสูงมาก และเชื่อถือได้มาก ๆ ในเรื่องของการเชื่อมต่อ กับอุปกรณ์อื่น ๆ ของ Apple คุณสามารถเปลี่ยนอุปกรณ์เชื่อมต่อของคุณกลับไปกลับมาได้ โดยไม่มีผลกระทบอะไรเลย14853181104163. รองรับการทำงานของ Siri คุณสามารถเข้าไปใช้โปรแกรม Siri จาก AirPods ได้ง่าย ๆ เพราะ Siri จะตอบคำถามให้คุณโดนที่คุณไม่ต้องเอื้อมมือไปหยิบ iPhone มาด้วยซ้ำ เพียงแค่แตะที่ตัวหูฟังก็สามารถข้างใดข้างหนึ่ง ก็สามารถคุยกับ Siri ได้แล้ว นอกจากนั้น คุณยังสามารถตั้ง Customize ส่วนตัว สำหรับการใช้งานโปรแกรมอื่นได้ด้วยเช่นกัน เช่นอาจจะเป็นการตั้งให้แตะหูฟัง 3 ครั้ง เป็นต้น14853182182584. อุปกรณ์สามารถรับรู้ได้ทันทีที่เข้าไปอยู่ในหูของคุณ เพราะจะมีอินฟาเรด เซนเซอร์ อยู่ในตัว AirPod ซึ่งตัวอุปกรณ์จะรับรู้ได้ด้วยตัวเอง ว่าคุณพร้อมจะฟังแล้ว ให้เปิดเพลงได้ พร้อมหยุดอัตโนมัติ เมื่อคุณเอาหูฟังออกจากหู14853184217765. มีระบบการตรวจจับเสียง เมื่อคุณพูด อุปกรณ์จะรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนที่ต้นเสียงของคุณ และมันจะทำงานร่วมกับไมโครโฟน และตัดเสียงรบกวนภายนอกออกให้ทันที และจะจับเสียงที่ไมโครโฟนเป็นหลัก14853184389846. แบตตารี่ ใช้งานได้นานไม่ต้องชาร์จทุกวัน จริง ๆ แล้ว อุปกรณ์ AirPod จะสามารถนำมาใช้ฟังเพลงได้ 5 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง แต่ตัวกล่องของมันนั้น มีแบตตารี่ที่สามารถชาร์จได้มากกว่า 24 ชั่วโมง ซึ่งนับว่ามีประโยชน์ในการใช้งานมาก ผู้ใช้งานบางคน ชาร์จแค่สัปดาห์ละ 2 ครั้งเท่านั้น14853184541937. ด้วยราคา 160 ดอลล่าร์สหรั แน่นอนว่า ราคาสูงอยู่เหมือนกันถ้าจะคิดว่าเป็นราคาสำหรับหูฟัง เมื่อเทียบกับหูฟังรุ่นอื่น ๆ ที่อาจมีราคาเพียงแค่ 25 ดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้น

แต่หากพิจารณาองค์ประกอบอื่น ๆ รวมทั้งเปรียบเทียบกับหูฟังระดับไฮเอนจากค่ายอื่น ก็จะเห็นว่า เป็นราคาที่ไม่ทิ้งกันเท่าไหร่ อย่างเช่น Samsung Gear Icon X ตั้งราคาไว้ที่ 250 ดอลล่าร์สหรัฐ และอาจจะลดลงมาเหลือราคา 160 ดอลล่าร์สหรัฐเช่นกัน


“สำหรับชาวสุโขทัย ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ สุโขทัย ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO สุโขทัย ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

WhatsApp ออกอัพเดต รองรับการสั่งงานด้วยเสียงจาก Siri, รับสายได้เหมือนโทรศัพท์

whatsapp-logos-780x605

แอพสำหรับส่งข้อความ WhatsApp ได้ออกอัพเดตโดยรอบนี้เน้นเพิ่มฟีเจอร์ที่มาพร้อมกับ iOS 10 ที่ทำให้สามารถใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น

สำหรับฟีเจอร์ที่ WhatsApp แจ้งไว้ได้แก่

  • ส่งข้อความต่อไปยังแชทได้ทีละหลาย ๆ แชท
  • เรียก Siri ให้ส่งข้อความหรือโทรผ่าน WhatsApp ได้ (iOS 10)
  • รับสายโทรศัพท์จาก WhatsApp จากหน้าจอล็อกเหมือนการโทรเข้าปกติ (iOS 10)
  • วิดเจ็ตใหม่ในหน้าล็อก สำหรับเข้าถึงแชทล่าสุดได้อย่างรวดเร็ว หรือดูว่ามีข้อความที่ยังไม่ได้อ่านกี่ข้อความ (iOS 10)
  • แชทที่ใช้งานบ่อย ๆ จะแสดงขึ้นมาเมื่อต้องการส่งหรือแชร์ข้อความ
  • ปุ่ม quick forward สำหรับส่งภาพและวิดีโอต่อในแชทได้
  • แตะหน้าจอสองครั้งขณะกำลังถ่ายภาพหรือวิดีโอเพื่อสลับกล้องหน้าหลัง

สำหรับผู้ใช้ WhatsApp สามารถอัพเดตได้เลยทาง App Store ส่วนแอพแชทอื่น ๆ นั้นต้องรอนักพัฒนาให้พัฒนาแอพให้รองรับอีกที

whatsapp-call

ตัวอย่างการโทรเข้า WhatsApp ตอนกำลังใช้งานแอพอื่นอยู่ จะเหมือนสายโทรศัพท์เข้าตามปกติ ไม่ได้เด้งขึ้นมาเป็นการแจ้งเตือนแบบเดิม ซึ่งจะสะดวกมากถ้าอยู่ในหน้าจอล็อก เพราะไม่ต้องสไลด์การแจ้งเตือนแล้วมาเปิดแอพแล้วรับอีกที

นอกจากนี้ iPhone จะยังบันทึกสายจาก WhatsApp ไว้ในบันทึกการโทรอีกด้วย

apple_siri_whatsapp_1_inline_large_2x

ตัวอย่างการใช้งาน Siri สั่ง WhatsApp ให้ส่งข้อความ ซึ่งสามารถใช้ภาษาไทยได้ด้วยเช่นกัน โดยการใช้งานครั้งแรกจะต้องเข้าไปเปิดที่ Settings > Siri > App Support ก่อน

ที่มา>>>macthai

10 วิธีประหยัดแบตเตอรี่บน iPhone หลังอัปเดต iOS 10

10 วิธีประหยัดแบตเตอรี่บน iPhone หลังอัปเดต iOS 10สำหรับ iOS 10 ที่เปิดให้ผู้ใช้ได้อัปเดตกันตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2016 ที่ผ่านมา คงจะสังเกตกันแล้วว่า มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง และฟีเจอร์ใหม่อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แอปฯ Messages แบบใหม่, Apple Music อินเทอร์เฟสใหม่, ระบบการแจ้งเตือน Notification, เปลี่ยนแปลง Control Center เล็กน้อย พร้อมกับฟีเจอร์อีกยิบย่อย แต่มีหลาย ๆ ท่านที่อัปเดต iOS 10 กันไปแล้ว กลับรู้สึกว่า ตัวเครื่องแบตหมดเร็วขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่บางท่านกลับรู้สึกว่า ตัวเครื่องทำงานได้ปกติ ไม่สูบแบตแต่อย่างใด

สำหรับเรื่องแบตเตอรี่บน iPhone ใช้งานได้ไม่เต็มวันนั้น เป็นปัญหาที่ผู้ใช้หลายคนต่างเผชิญมาอย่างยาวนาน แต่อันที่จริงแล้ว แบตเตอรี่ iPhone จะหมดช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานเสียมากกว่า บางท่านเปิดหน้าจอใช้งาน เล่นเกมทั้งวัน อัปเดต Facebook ตลอดเวลา ไม่แปลกที่แบตเตอรี่จะหมดเร็วขึ้น ในขณะที่บางท่าน หยิบขึ้นมาใช้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ฉะนั้น จึงไม่สามารถสรุปได้ว่า iOS 10 คือตัวการที่ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วขึ้นจริงหรือไม่

ส่วนใหญ่แล้ว เทคนิคในการช่วยประหยัดแบตเตอรี่บน iPhone มักจะแนะนำให้ปิดการใช้งานทุกอย่าง อย่างเช่น ปิด 3G, ปิด Location Services จริงอยู่ที่วิธีการดังกล่าวทำให้ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้มากขึ้น แต่คงไม่ใช่คำแนะนำที่ดีเท่าไหร่ ถ้าหากต้องปิดการใช้งานทุกอย่าง เหลือเพียงแค่การโทรออกรับสายเท่านั้น ฉะนั้น บทความนี้ จะเป็นการ แนะนำวิธีการประหยัดแบตเตอรี่บน iPhone หลังจากอัปเดตเป็น iOS 10 กับการปิดใช้งานเฉพาะฟีเจอร์ที่ไม่ใช้งานเท่านั้น มาดูกันดีกว่าว่า มีอะไรกันบ้าง

 1. ตรวจสอบก่อนว่า แอปฯ ที่ใช้อยู่กินพลังงานแบตเตอรี่เท่าไหร่

ก่อนที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ มาดูกันก่อนว่า แบตเตอรี่บน iPhone นั้น เสียพลังงานกับการใช้งานประเภทใด เนื่องจากมีแอปพลิเคชันหลายประเภทที่แม้จะปิดการทำงานไปแล้ว แต่ก็มีการประมวลผลแบบเบื้องหลัง (Background Mode) ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าที่เคย ด้วยการเข้าไปเช็คก่อนที่ Settings > Battery แล้วดูในส่วนของ Battery Usage ซึ่งจากรูป จะเห็นว่า Messenger กินแบตเตอรี่มากที่สุดถึง 42% นอกจากนี้ ยังมีการบอกรายละเอียดด้วยว่า แอปพลิเคชันใดมีการทำงานแบบเบื้องหลัง (Background Activity)

อย่างไรก็ดี แอปพลิเคชันที่มีการใช้พลังงานแบตเตอรี่จำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่า แอปฯ นั้นคือสาเหตุทำให้แบตเตอรี่หมดเร็ว แต่อาจจะเป็นแอปพลิเคชันที่มีการใช้งานบ่อย หรือมีการทำงานแบบเบื้องหลัง ซึ่งสิ่งที่ควรจับตามอง ก็คือ แอปพลิเคชันที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่สูง แต่แทบจะไม่ได้เปิดใช้งาน ฉะนั้น จึงควร force quit แอปพลิเคชันเหล่านี้มากกว่า

จริงอยู่ที่การปิดแอปพลิเคชันแบบ force quit (กดปุ่ม Home 2 ครั้งแล้วปัดขึ้นเพื่อปิด) จะช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้ เนื่องจากไม่มีการประมวลผลค้างอยู่ แต่ก็ไม่ใช่วิธีการที่ดีนักสำหรับแอปพลิเคชันที่ใช้งานบ่อย เพราะการ force quit และเปิดแอปฯ ขึ้นมาใหม่ จะกินแบตเตอรี่มากขึ้นกว่าเดิม ฉะนั้น การ force quit จึงเหมาะกับแอปฯ ที่ไม่ได้ใช้งานจริง ๆ

 2. ปิด Background App Refresh

อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า แอปพลิเคชันบางอย่างจะมีการทำงานแบบเบื้องหลัง (Background Mode) นั่นหมายความว่า ตัวแอปฯ จะมีการอัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา (Background App Refresh) ทำให้เมื่อเวลาเปิดใช้งานแล้ว สามารถอ่านข้อมูลอัปเดตล่าสุดได้ทันที ซึ่งถือว่า เป็นสิ่งที่ดีถ้าหากเป็นแอปพลิเคชันที่ใช้งานอยู่เป็นประจำ แต่ถ้าหากเป็นแอปพลิเคชันที่แทบจะไม่ค่อยได้ใช้งาน แนะนำว่า ให้ปิดฟีเจอร์ Background App Refresh ดีกว่าครับ โดยสามารถตรวจสอบได้ว่า แอปฯ ไหนที่ใช้งาน Background App Refresh บ้างได้ที่ Settings > General > Background App Refresh

 3. เปิดใช้ Location Services เฉพาะตอนที่ใช้แอปฯ เท่านั้น

สำหรับฟีเจอร์ Location Services นั้น ไม่จำเป็นต้องปิดการใช้งานทั้งหมด แต่สามารถตั้งค่าให้เปิดใช้งานเฉพาะตอนที่เปิดใช้แอปฯ นั้น ๆ ได้ เนื่องจากบางแอปพลิเคชัน ไม่จำเป็นต้องเปิดใช้ Location Services ตลอดเวลา อย่างเช่น App Store โดยสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Privacy > Location Services แล้วเลือกแอปพลิเคชันที่ต้องการ จากนั้นเลือก While Using the App ซึ่งถ้าหากเป็นแอปฯ ของ Apple จะมีฟังก์ชันนี้ให้เลือก แต่ถ้าหากเป็นแอปฯ ของนักพัฒนารายอื่น จำเป็นต้องเพิ่มฟีเจอร์ดังกล่าวลงไป ฉะนั้น ไม่ใช่ทุกแอปฯ ที่จะมี While Using the App ให้เลือกครับ

ส่วนแอปฯ ที่แนะนำให้ตั้งค่าการใช้งานแบบนี้ก็คือ Facebook เนื่องจากเป็นแอปฯ ที่กินแบตพอสมควร

4. ตั้งค่าอีเมลไม่ให้รีเฟรชตลอดเวลา

ปกติแล้ว แอปฯ Mail ที่มีการรีเฟรชตลอดเวลา เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติ แต่เราสามารถตั้งค่าไม่ให้ Mail รีเฟรชตลอดเวลาได้ที่ Settings > Mail > Accounts > Fetch New Data

ซึ่งตรงส่วน Fetch จะเห็นว่า มีให้เลือก 4 แบบด้วยกัน ได้แก่ Every 15 Minutes, Every 30 Minutes, Hourly หรือ Manually สำหรับคนที่ไม่อยาก refresh บ่อย ๆ ให้เลือก Hourly หรือเลือก Manually สำหรับการ refresh เมื่อเข้าใช้งาน Mail ได้

 5. เปิดใช้โหมดประหยัดพลังงาน Low Power Mode

ในกรณีที่แบตเตอรี่เหลือน้อย แต่ยังจำเป็นต้องใช้ต่อ และไม่ได้พกสายชาร์จมา ให้เปิดใช้งาน Low Power Mode ด้วยการเข้าไปที่ Settings > Battery > Settings > Battery ซึ่งโหมดนี้ จะช่วยลดการใช้พลังงานลงชั่วคราว กับการปิดฟังก์ชันการใช้งานบางอย่าง เช่น Mail refresh, Background App Refresh > การดาวน์โหลดอัตโนมัติ และเอฟเฟกต์อื่น ๆ โดยแอปเปิล เผยว่า โหมดนี้ทำให้ยืดเวลาการใช้งานต่อไปได้อีก 3 ชั่วโมง

 6. เปิดใช้งานฟีเจอร์ Facedown Detection

สำหรับฟีเจอร์ Facedown Detection นั้น เป็นฟีเจอร์ประหยัดแบตเตอรี่ที่มีให้ใช้กันตั้งแต่ iOS 9 ซึ่งการทำงานของฟีเจอร์นี้ก็คือ เมื่อเราคว่ำหน้า iPhone กับโต๊ะ เมื่อมีสายเรียกเข้า หรือการแจ้งเตือนเข้ามา หน้าจอจะไม่ติดจนกว่าเราจะพลิก iPhone ขึ้นมาดู (แต่เสียงกับสั่นยังดังปกติ) ซึ่งช่วยประหยัดแบตเตอรี่อย่างมากในกรณีที่ผู้ใช้คนนั้น มีการแจ้งเตือนเด้งเข้ามาบ่อย ๆ เมื่อหน้าจอไม่ติด ก็ไม่เปลืองแบตเตอรี่นั่นเอง

แต่ฟีเจอร์ Facedown Detection นั้น ไม่สามารถใช้ได้กับอุปกรณ์ iOS ทุกตัว โดยรองรับบน iPhone 5S ขึ้นไปเท่านั้น ส่วน iPhone 5 ไม่รองรับฟีเจอร์ดังกล่าว เนื่องจากไม่มีชิปประมวลผลร่วมอย่าง M7, M9 หรือ M9 ทำให้ไม่สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวได้ เช่นเดียวกับ iPad ไม่รองรับคุณสมบัตินี้เช่นกัน เนื่องจากแบตเตอรี่มีขนาดใหญ่ ใช้งานเพียงพออยู่แล้ว

สำหรับคุณสมบัตินี้ สามารถเปิดใช้งานได้ที่ Settings -> Privacy -> Motion & Fitness แล้วเปิดใช้งาน Fitness Tracking

 7. ปิด Dynamic Wallpapers

ภาพวอลเปเปอร์แบบ Dynamic Wallpapers จะเป็นภาพที่มีการเคลื่อนไหวและใช้การประมวลผลของซีพียู อีกทั้งยังสิ้นเปลืองพลังงานแบตเตอรี่โดยไม่จำเป็น ฉะนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาแบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติ ควรจะใช้ภาพวอลเปเปอร์ธรรมดาจะดีกว่า โดยให้เลือกภาพแบบ Stills แทนที่จะเป็น Dynamic หรือเลือกจากภาพถ่ายบนแอปฯ Photos ก็ได้

8. ปิดใช้งาน Motion Effects และ Parallax

จริงอยู่ที่ Motion Effects และ Parallax ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ iOS 7 จะช่วยทำให้ตัวเครื่องมีลูกเล่นขึ้น แต่ก็เปลืองแบตเช่นกัน แนะนำให้ปิดฟีเจอร์ดังกล่าว ด้วยการเข้าไปตั้งค่าที่ Settings > General > Accessibility โดยตรง Reduce Motion ให้เปิดครับ (สีเขียว)

 9. ปิดอัปเดตแบบอัตโนมัติบน App Store

บน App Store สามารถตั้งค่าให้สามารอัปเดตแบบอัตโนมัติได้ กับการทำงานแบบเบื้องหลัง แต่ถ้าหากไม่จำเป็นต้องใช้ฟีเจอร์ดังกล่าว ก็สามารถปิดได้เพื่อช่วยประหยัดแบตเตอรี่ ด้วยการเข้าไปตั้งค่าที่ Settings > iTunes and App Store ซึ่งตรง Automatic Downloads ให้ปิดตรง Updates

10. ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น

ผู้ใช้ที่มีการแจ้งเตือนแสดงบนหน้าจอบ่อย ๆ จะทำให้หน้าจอติดตลอดเวลา ส่งผลให้แบตเตอรี่ลดลงอย่างรวดเร็ว ฉะนั้น การแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น ควรปิดการแจ้งเตือนดังกล่าวไป เหลือเพียงการแจ้งเตือนที่จำเป็นจริง ๆ โดยเข้าไปตั้งค่าที่ Settings > Notifications แล้วเลือกให้แจ้งเตือนเฉพาะแอปฯ ที่จำเป็นเท่านั้น

นอกเหนือจากวิธีข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหลาย ๆ วิธีที่ช่วยทำให้ประหยัดแบตเตอรี่ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปิด Bluetooth เมื่อไม่ใช้งาน หรือลดความสว่างของหน้าจอให้เหมาะสมกับการใช้งาน ส่วนผู้ใช้ท่านใดที่ลองทำตามวิธีข้างต้นแล้ว ยังรู้สึกว่า ตัวเครื่องกินแบตเหมือนเดิม แนะนำให้ Restore ใหม่ ด้วยการเข้าไปที่ Settings > General > Reset > Erase All Content And Settings และตั้งค่าแบบ New iPhone (ไม่ใช่จาก Back up) จากนั้นค่อยดึงข้อมูลที่ Back up ทั้งหมดกลับมาจาก iCloud หรือ iTunes แต่อย่าลืมว่า ถ้าหากจะเลือกวิธีดังกล่าว ต้อง Back up ข้อมูลก่อนทุกครั้งนะครับ

ที่มา>>>Sanook

Apple ออกอัพเดท iOS 10, watchOS 3, tvOS 10, macOS Sierra เวอร์ชัน Beta 2 ให้นักพัฒนาแล้ว

apple-release-ios-10-watchos-3-tvos-10-macos-sierra-beta-2

หลังจากที่แอปเปิลเปิดตัวซอฟต์แวร์ชุดใหม่หลายตัวในงาน WWDC ครั้งที่ผ่านมา ทั้งiOS 10, watchOS 3, tvOS 10 และ macOS Sierra เวอร์ชัน Beta 1 ผ่านมากว่า 3 สัปดาห์ วันนี้แอปเปิลออกอัพเดทเวอร์ชัน Beta 2 แล้ว

โดยนักพัฒนาที่ลงทะเบียนกับแอปเปิล สามารถโหลดอัพเดทซอฟต์แวร์เวอร์ชัน Beta 2 ได้ที่เว็บdeveloper.apple.com สำหรับผู้ใช้ทั่วไปคงต้องรอการเปิดให้ทดสอบแบบ Public Beta ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้

สำหรับเวอร์ชันเต็ม คาดว่าจะเปิดให้อัพเดทกันได้ในช่วงเดือนกันยายนนี้

iOS_10_photos

รวม 5 ฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจของ Photos บน iOS 10 จะมีอะไรใหม่บ้าง ไปดูกัน

ios10

เปิดตัวแล้ว iOS 10 อัพเดทใหม่เกือบหมด เน้นการใช้งานที่สะดวกกว่าเดิม

ที่มา>>>macthai

รู้จักเทคโนโลยีใหม่บน iOS 10 ที่ช่วยให้แอพเร็วขึ้น

ios10_faster_app

ช่วงนี้นักพัฒนาหลายคนเริ่มอ่านรายละเอียดของ iOS 10 และได้เขียนเรื่องราวออกมาเรื่อย ๆ ซึ่งมีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ และทีมงาน MacThai จะนำมาเล่าให้ฟังกัน ก็คือเทคโนโลยีใหม่บนตัว iOS 10 ที่ทำให้แอพเร็วขึ้น

เรื่องนี้ได้มาจากต้นฉบับซึ่งเป็นบทความจาก The Next Web ปัจจุบันการโหลดข้อมูลของแอพบน iOS 10 นั้นมีหลายจุดที่เมื่อเรา scroll เร็ว ๆ ไปแล้วจะทำให้เริ่มเกิดการกระตุก เนื่องจากตัวแอพต้องรอโหลดข้อมูล frame rate จึงลดลง ส่งผลให้เห็นการกระตุก ดังนั้น Apple จึงเปลี่ยนวิธีโหลดข้อมูลกับ API ที่เข้าถึงข้อมูลรวมถึง API สำหรับการแสดงผลต่าง ๆ บน iOS 10 หลายอย่าง ดังนี้

Prefetching Data โหลดข้อมูลมารอไว้ก่อน

ปกติแล้วถ้าเรา scroll ในแอพใด ๆ ก็ตาม จะมีข้อมูลเยอะ ๆ เรียกว่า cell ซึ่งถ้าเราเริ่ม scroll เร็วมาก ๆ จะถึงจุด ๆ หนึ่งที่แอพเริ่มจะ frame rate ลดลง และเกิดอาการกระตุกขึ้นเล็กน้อย

ในงาน WWDC ครั้งนี้ Apple ได้อธิบายไว้ว่าเหตุผลที่ frame rate ลดลงนี้เพราะว่าคอนเทนต์ต่าง ๆ ถูกโหลดแค่แปปเดียวแล้วก็นำขึ้นหน้าจอทันที ฉะนั้น cell เหล่านั้นเพิ่งถูกโหลดมาเพียงไม่กี่มิลลิวินาทีก่อนที่มันจะแสดงขึ้นมา บางครั้งก็อาจเกิดอาการโหลดไม่ทัน

ฉะนั้นเพื่อแก้ปัญหานี้ ต่อไป Apple จะใช้วิธีโหลดข้อมูล cell เหล่านั้นขึ้นมาก่อนที่จะแสดงขึ้นมาบนหน้าจอ ซึ่ง Apple บอกว่าในอุดมคตินั้นจะสามารถทำได้ถึง 60 เฟรมต่อวินาทีเลยทีเดียว ซึ่งวิธีเรียกว่า prefetching data

ปรับปรุง API สำหรับการเรียกข้อมูล

Apple ได้ใช้ API สำหรับการเรียกใช้ข้อมูลใหม่บน iOS 10 ซึ่ง API ใหม่นี้จะเข้าถึงข้อมูลได้แบบ asynchronous เหมือนเดิม แต่ว่าจะทำให้เรียกใช้ได้เร็วขึ้น ซึ่ง Apple ได้ออกแบบให้ทำงานได้กับ Core Data ซึ่งจะใช้งานกับ solution ทุกแบบที่นักพัฒนากำลังใช้อยู่ ซึ่งปัจจุบันนักพัฒนามักจะใช้ฐานข้อมูลอย่างเช่น Realm เพื่อทำให้เร็วขึ้น แต่การที่ Apple ปรับปรุง Core Data ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก

ตัว API นี้จะโหลดข้อมูลในเบื้องหลังโดยไม่ไปรบกวน main thread ซึ่งจะทำให้การ scroll มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ฉะนั้นข้อมูลก็จะมาทันกับการการะทำต่าง ๆ ที่ cell ถูกโหลดขึ้นมา

ios10

แอพคอลัมน์เยอะ ๆ ถูกเปลี่ยนวิธีโหลดใหม่

ปัจจุบัน แอพที่มีคอลัมน์หลาย ๆ คอมลัมน์ จะโหลดแถวทั้งหมดของ cell ทีเดียวเหมือนแอพแบบคอลัมน์เดี่ยว แต่ก็จะเกิดปัญหา frame rate ลดลงเมื่อผู้ใช้ scroll เร็ว ๆ

ต่อไปนี้ Apple จะเปลี่ยนวิธีโหลด cell ใหม่ทั้งหมด โดย cell จะถูกโหลดขึ้นมาจากซ้ายไปขวา ซึ่งจะทำให้แอพที่ซับซ้อนมีประสิทธิภาพได้เทียบเท่ากับแอพทั่ว ๆ ไป ซึ่งถ้านักพัฒนาแสดงคอนเทนต์ใน page view หรือ table view แล้ว API ที่ Apple ทำใหม่นี้สามารถจัดการให้ได้ทันที

การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

Apple กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของ API บน iOS 10 ที่ว่ามานี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบอัตโนมัติ นักพัฒนาเพียงคอมไพล์แอพให้รองรับ iOS 10 โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโค้ดที่ใช้ API เหล่านี้เลย เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดถูกทำในเบื้องหลังของ API

ทั้งนี้ ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า เทคโนโลยีใหม่บน iOS 10 นี้จะสามารถช่วยให้แอพเร็วขึ้นสมคำที่ Apple คุยไว้หรือไม่

ที่มา>>>MacThai

เผยฟีเจอร์ยกเครื่องแล้วเปิดจออัตโนมัติใน iOS 10 จะใช้ได้เฉพาะ iPhone 6s, 6s Plus, SE

ios-10-raise-to-wake-support-only-for-iphone-6s-6s-plus-se

หนึ่งในฟีเจอร์ของ iOS 10 ที่หลายคนเห็นแล้วชื่นชอบกันเลยก็คือการยกเครื่องขึ้นมาแล้วหน้าจอจะติดให้เองโดยอัตโนมัติ (Raise To Wake) ไม่ต้องกดปุ่มอะไรเพิ่มเลย แต่ล่าสุดมีการพบว่าฟีเจอร์นี้ไม่สามารถใช้ได้ทุกเครื่องซะแล้ว

โดยนักพัฒนาหลายคนที่ได้ทดสอบ iOS 10 Beta พบว่าฟีเจอร์ Raise To Wake นี้จะต้องใช้ชิป M9 ที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวของเครื่องได้ ทำให้เครื่องที่จะสามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้ มีเพียง iPhone 6s, 6s Plus, SE รวมไปถึง iPad Pro ขึ้นไปเท่านั้น

iphone6s-plus-box-gold-2015

ทีมงาน MacThai ได้ตรวจสอบการใช้ฟีเจอร์ Raise To Wake กับไอโฟนรุ่นก่อนๆ ทั้งiPhone 5s และ iPhone 6 พบว่าไม่สามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้ตามข่าว

ทั้งนี้แอปเปิลให้เหตุผลเพิ่มความสามารถนี้บน iOS 10 เพราะการที่ Touch ID บน iPhone 6s ทำงานเร็วเกินไป ทำให้ถ้าเรายกเครื่องมาแล้วกดปุ่ม Home เพื่อดู Notification เครื่องจะ Unlock ไปซะก่อนที่เราจะได้ดู เลยเป็นเหตุผลที่ใช้การยกเครื่องเพื่อเปิดหน้าจอแทน

ที่มา – MacRumors

หลุด !! Dark Mode บน iOS 10 คาดอาจจะมาใน Beta เวอร์ชันถัดไป

ios-10-dark-mode-1ก่อนงานเปิดตัว iOS 10 ได้มีข่าวลือออกมาว่า แอปเปิลจะใส่ฟีเจอร์ Dark Mode มาให้ใน iOS 10 เหมือนกับบน OS X El Capitan แต่เมื่อถึงวันเปิดตัวจริง แอปเปิลกลับไม่พูดถึงฟีเจอร์ Dark Mode นี้เลย

แต่ล่าสุดได้มีนักพัฒนาคนนึงที่ชื่อ Andrew Wilk เข้าได้ทวีตรูปภาพหน้าจอที่เป็น Dark Mode บน iOS 10 Beta 1 ที่รันผ่าน Xcode 8 มาให้ดูกันxcode

ซึ่งภาพที่หลุดออกมานี้เป็นภาพในแอพ Message และก็ iBooks ซึ่งพื้นหลังคีร์บอร์ดจะเป็นสีดำทั้งหมด ตัวหนังสือจะเป็นสีเทา กับสีขาวแทน และสีพวกไอคอนปุ่มย้อนกลับทั้งหลายจะเน้นเป็นสีฟ้าเหมือนเดิม

ถึงแม้แอปเปิลจะยังไม่มีการออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า iOS 10 จะมี Dark Mode หรือไม่ คนส่วนใหญ่ชอบใช้ Dark Mode บน iPhone, iPad จริง ๆ หรือเปล่าvlcsnap-2016-06-13-13h34m19s837แต่ที่แน่ ๆ Apple TV รุ่นใหม่ล่าสุด ได้มีพื้นหลังสีโทนมืดมาให้แล้ว โดยสาเหตุหลักก็คือ คนส่วนใหญ่มักจะชอบดูหนังในห้องมืด ๆ เพราะฉะนั้นการมีพื้นหลังสีโทนมืดแทนสีขาว จะไม่ทำให้ดูแล้วไม่แสบตานั่นเอง

ที่มา – 9to5Mac